Diathermy: หลักการทางฟิสิกส์ กลไกความร้อนเชิงลึก และการประยุกต์ใช้ทางคลินิก

June 23, 2026

เจาะลึกการให้ความร้อนระดับลึกด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง ตั้งแต่ Shortwave Diathermy จนถึง Pulsed Shortwave สำหรับนักกายภาพบำบัดและผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู

diplode Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

Diathermy มาจากภาษากรีก “dia” (ผ่าน) และ “therme” (ความร้อน) ซึ่งอธิบายหลักการสำคัญของ modality นี้ได้อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการส่งพลังงานผ่านเนื้อเยื่อเพื่อสร้างความร้อนจากภายใน ไม่ใช่การถ่ายเทความร้อนจากผิวนอกเข้าสู่ภายใน แนวคิดนี้คือสิ่งที่ทำให้ diathermy แตกต่างจาก superficial heating อย่าง hot pack หรือ paraffin wax อย่างมีนัยสำคัญ เพราะทำให้สามารถให้ความร้อนในเนื้อเยื่อระดับลึก เช่น กล้ามเนื้อชั้นล่าง แคปซูลข้อต่อ และเอ็นหนา ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ผิวหนังไม่ต้องร้อนเกินจนอันตราย

ในทางกายภาพบำบัด Diathermy แบ่งออกได้เป็น Shortwave Diathermy (SWD) ซึ่งใช้คลื่นวิทยุที่ความถี่ 27.12 MHz เป็นหลัก Microwave Diathermy (MWD) ที่ความถี่ 2,450 MHz และ Pulsed Shortwave Diathermy (PSWD) ซึ่งเป็นรูปแบบพิเศษของ SWD ที่ส่งพลังงานเป็นพัลส์เพื่อลดการสะสมความร้อนและเน้นผลทางชีวภาพที่ไม่ผ่านความร้อน แต่ละรูปแบบมีคุณสมบัติและข้อบ่งชี้ที่แตกต่างกัน บทความนี้จะพาผู้อ่านเข้าใจ diathermy อย่างครบถ้วนทุกมิติ

ประวัติความเป็นมาของ Diathermy

การบำบัดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงมีรากฐานจากการค้นพบของ Nikola Tesla และ Jacques-Arsène d’Arsonval ในช่วงทศวรรษ 1890 ซึ่งพบว่ากระแสไฟฟ้าความถี่สูงสามารถผ่านร่างกายได้โดยไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทแบบที่กระแสตรงก่อให้เกิด แต่กลับให้ความร้อนในเนื้อเยื่อแทน d’Arsonval เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “diarrhée” และพัฒนาเป็นเครื่อง high-frequency apparatus รุ่นแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 1907 Karl Franz Nagelschmidt นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้บัญญัติคำว่า “diathermy” และพัฒนาวิธีการใช้งานทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ

Shortwave Diathermy ที่ใช้ความถี่ 27.12 MHz ถูกพัฒนาขึ้นในทศวรรษ 1930 และได้รับการกำหนดมาตรฐานโดย Federal Communications Commission (FCC) ของสหรัฐอเมริกา ส่วน Pulsed Shortwave Diathermy ถูกพัฒนาขึ้นในทศวรรษ 1970-1980 จากแนวคิดที่ว่าผลทางชีวภาพที่เป็นประโยชน์ของ SWD บางส่วนอาจเกิดจากกลไกที่ไม่ใช่ความร้อน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา PEMF ในที่สุด

หลักการทางฟิสิกส์ของการสร้างความร้อนด้วยคลื่นวิทยุ

ความร้อนในเนื้อเยื่อที่เกิดจาก diathermy ไม่ได้เกิดจากการถ่ายเทพลังงานความร้อนจากภายนอก แต่เกิดจากการที่โมเลกุลและไอออนในเนื้อเยื่อถูกบังคับให้เคลื่อนที่ตามสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเสียดสีระหว่างโมเลกุล ซึ่งพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นจะถูกแปลงเป็นความร้อนในเนื้อเยื่อนั้นโดยตรง กลไกนี้เหมือนกับหลักการทำงานของเตาอบไมโครเวฟที่ใช้ในครัวเรือน แต่ใช้ความถี่และความเข้มพลังงานที่แตกต่างออกไป

กลไกการสร้างความร้อนใน Shortwave Diathermy

Ionic Conduction (การนำโดยไอออน)

ในเนื้อเยื่อที่มีน้ำและไอออนสูง เช่น กล้ามเนื้อและเลือด ไอออนที่มีประจุ (Na⁺, K⁺, Cl⁻) จะเคลื่อนที่ไปมาตามสนามไฟฟ้าที่สลับทิศทางด้วยความถี่ 27.12 ล้านครั้งต่อวินาที การเคลื่อนที่นี้ก่อให้เกิดแรงเสียดทานกับโมเลกุลน้ำรอบข้าง ทำให้เกิดการแปลงพลังงานจลน์เป็นความร้อน เนื้อเยื่อที่มีน้ำและไอออนสูงจึงดูดซับพลังงานจากกลไกนี้ได้มากกว่า

Dipole Rotation (การหมุนของขั้วโมเลกุล)

โมเลกุลที่มีขั้ว (dipole molecules) เช่น น้ำ และโปรตีน จะพยายามจัดตัวเองให้สอดคล้องกับสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว การหมุนของโมเลกุลเหล่านี้ก่อให้เกิดแรงเสียดทานภายในโมเลกุล (intramolecular friction) ซึ่งแปลงเป็นความร้อน กลไกนี้มีบทบาทสำคัญใน microwave diathermy ที่ความถี่ 2,450 MHz มากกว่า SWD ที่ 27.12 MHz

ข้อได้เปรียบของ Diathermy เหนือ Superficial Heating

ตารางด้านล่างเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักระหว่าง diathermy และการประคบร้อนแบบ superficial ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเหตุใดผู้ป่วยบางกลุ่มจึงได้ประโยชน์จาก diathermy มากกว่า hot pack แบบทั่วไป

ปัจจัยเปรียบเทียบ

Diathermy

Superficial Heating (Hot Pack)

กลไกการให้ความร้อน

สร้างความร้อนภายในเนื้อเยื่อ (endogenous)

ถ่ายเทความร้อนจากภายนอก (exogenous)

ความลึกที่เข้าถึง

3-5 ซม. (SWD) ขึ้นอยู่กับความถี่และวิธีส่งพลังงาน

1-2 ซม. จำกัดอยู่ที่ชั้นผิวหนังและใต้ผิวหนัง

เนื้อเยื่อที่ได้รับความร้อนสูงสุด

เนื้อเยื่อที่มีความต้านทานต่อสนามไฟฟ้า/แม่เหล็กสูง

ผิวหนังและชั้น subcutaneous ที่สัมผัส

ข้อจำกัดโครงสร้าง

รักษาได้บริเวณที่มีพื้นผิวไม่สม่ำเสมอ เช่น สะโพก

ต้องสัมผัสพื้นที่ได้ดี จำกัดบริเวณนูนหรือเว้า

การเข้าถึงเนื้อเยื่อลึก

แคปซูลข้อต่อ เอ็นลึก กล้ามเนื้อชั้นล่าง

ไม่สามารถให้ความร้อนถึงได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ทำไม Diathermy จึงสำคัญสำหรับโครงสร้างลึก

•     ข้อสะโพก: แคปซูลข้อต่อและเอ็นรอบข้อสะโพกอยู่ใต้ชั้นกล้ามเนื้อและไขมันหนา superficial heating ไม่สามารถให้ความร้อนถึงได้อย่างมีนัยสำคัญ SWD จึงเป็นทางเลือกหลักก่อน joint mobilization ในผู้ป่วยข้อสะโพกติด

•     ข้อไหล่: rotator cuff และแคปซูลข้อไหล่ (glenohumeral capsule) อยู่ลึกใต้ deltoid muscle ซึ่ง diathermy สามารถให้ความร้อนถึงได้ดีกว่า hot pack มาก

•     กระดูกสันหลัง: กล้ามเนื้อ paraspinal ชั้นลึกและ facet joint capsule ต้องการ deep heating เพื่อผลต่อความยืดหยุ่นและการลดปวดที่มีนัยสำคัญ

 

Shortwave Diathermy (SWD): รูปแบบการส่งพลังงานเชิงลึก

Shortwave Diathermy ที่ความถี่ 27.12 MHz (ความยาวคลื่น 11 เมตร) เป็นรูปแบบ diathermy ที่ใช้แพร่หลายที่สุดในทางกายภาพบำบัด ความถี่นี้ได้รับการกำหนดโดย International Telecommunication Union (ITU) ให้เป็น ISM band (Industrial, Scientific, Medical) เพื่อไม่ให้รบกวนคลื่นวิทยุสื่อสาร การส่งพลังงาน SWD เข้าสู่เนื้อเยื่อทำได้สองวิธีหลักที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

1. Capacitive Method (Condenser Technique)

ใน capacitive method ร่างกายผู้ป่วยทำหน้าที่เป็น dielectric (ฉนวน) ระหว่างแผ่น electrode สองแผ่นที่วางอยู่คนละข้างของบริเวณที่รักษา สนามไฟฟ้าที่เกิดขึ้นระหว่าง electrode จะกระตุ้นให้ไอออนในเนื้อเยื่อเคลื่อนที่และโมเลกุล dipole หมุน ก่อให้เกิดความร้อน คุณสมบัติสำคัญของวิธีนี้คือเนื้อเยื่อที่มี impedance สูง เช่น ชั้นไขมัน จะดูดซับพลังงานจากสนามไฟฟ้าได้มากกว่า ทำให้มีความเสี่ยงต่อการร้อนสะสมในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ซึ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่มีชั้นไขมันหนา

การจัดวาง electrode ใน capacitive method มีความสำคัญอย่างยิ่ง ระยะห่างระหว่าง electrode กับผิวหนังต้องสม่ำเสมอทั้งสองข้าง มิฉะนั้นสนามไฟฟ้าจะไม่กระจายอย่างสม่ำเสมอและอาจทำให้บางบริเวณร้อนเกิน การวาง electrode ในแนวตรงข้ามกัน (contraplanar) จะให้สนามไฟฟ้าทะลุผ่านเนื้อเยื่อได้ดีกว่าการวางแบบขนาน (coplanar) ซึ่งมักให้ความร้อนที่ตื้นกว่า

2. Inductive Method (Coil/Drum Technique)

ใน inductive method ขดลวด (coil) หรือ drum applicator ที่วางใกล้บริเวณที่รักษาสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าสลับ ซึ่งเหนี่ยวนำ (induce) ให้เกิดกระแสวนหรือ eddy current ในเนื้อเยื่อที่มีสภาพนำไฟฟ้า (conductors) สูง กระแสวนเหล่านี้เมื่อไหลผ่านความต้านทานของเนื้อเยื่อจะแปลงเป็นความร้อนตามกฎของ Joule (Q = I²R) เนื้อเยื่อที่มีสภาพนำไฟฟ้าสูง เช่น กล้ามเนื้อที่มีน้ำและไอออนสูง จะดูดซับพลังงานและร้อนขึ้นมากกว่าไขมัน ซึ่งตรงกันข้ามกับ capacitive method

ข้อได้เปรียบสำคัญของ inductive method คือสามารถให้ความร้อนในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อลึกได้สม่ำเสมอกว่า โดยที่ไขมันใต้ผิวหนังไม่ร้อนมากเกินไป ทำให้ผู้ป่วยที่มีชั้นไขมันหนาเฉลี่ยสามารถรักษาได้ปลอดภัยกว่า ข้อจำกัดคือสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นมักไม่กระจายอย่างสม่ำเสมอในกรณีที่บริเวณที่รักษามีรูปร่างซับซ้อน

การเปรียบเทียบ Capacitive vs Inductive Method

ปัจจัย

Capacitive Method

Inductive Method

หลักการฟิสิกส์

สนามไฟฟ้า (Electric field) ระหว่าง electrode ทั้งสอง

สนามแม่เหล็ก (Magnetic field) ที่เหนี่ยวนำโดยขดลวด

ตำแหน่งอุปกรณ์

วางแผ่น electrode สองข้างของร่างกายบริเวณที่รักษา

พัน drum applicator หรือขดลวดรอบบริเวณที่รักษา

เนื้อเยื่อที่ร้อนมากที่สุด

เนื้อเยื่อที่มีความต้านทานสูง เช่น ไขมัน กระดูกอ่อน

เนื้อเยื่อที่มีสภาพนำไฟฟ้าสูง เช่น กล้ามเนื้อ เลือด

การกระจายความร้อน

มีแนวโน้มสะสมที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ต้องระวัง

กระจายสม่ำเสมอกว่าในชั้นกล้ามเนื้อลึก

ข้อบ่งชี้เหมาะสม

เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน แคปซูลข้อต่อ กระดูกอ่อน

กล้ามเนื้อ deep tissue บริเวณที่ต้องการความร้อนสม่ำเสมอ

ตัวอย่างอุปกรณ์

Condenser plates / Capacitor pads

Drum applicator / Coil applicator (Monode, Diplode)

 

การดูดซับพลังงานในเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ

ปัจจัยสำคัญที่ต้องเข้าใจในการใช้ diathermy คือเนื้อเยื่อแต่ละชนิดมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการดูดซับและการกระจายพลังงานของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ การเข้าใจตารางนี้ช่วยให้นักกายภาพบำบัดสามารถคาดการณ์ว่าเนื้อเยื่อชนิดใดจะได้รับความร้อนมากที่สุดและวางแผนป้องกันผลข้างเคียงได้

ชนิดเนื้อเยื่อ

สภาพนำไฟฟ้า

นัยทางคลินิก

เลือด

สูงมาก

ต่ำ (เลือดไหลเวียนพาความร้อนออก)

กล้ามเนื้อ

สูง

สูง — ดูดซับ SWD inductive ได้ดี

ไขมัน

ต่ำ

ต่ำ แต่สูงใน capacitive method ต้องระวัง

กระดูก (cortical)

ต่ำมาก

ต่ำ — คลื่นผ่านกระดูกได้น้อย

เยื่อหุ้มกระดูก (periosteum)

ปานกลาง

ระวัง — อาจร้อนสะสมได้เมื่อคลื่นกระทบกระดูก

เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (tendon/capsule)

ปานกลาง-สูง

สูง — เป้าหมายหลักทางคลินิก

 

ความเสี่ยงเฉพาะของ Capacitive SWD ในผู้ป่วยที่มีชั้นไขมันหนา

•     ชั้นไขมันที่หนา (>2 ซม.) มีความต้านทานสูงใน capacitive field ทำให้ดูดซับพลังงานสูงกว่ากล้ามเนื้อ ส่งผลให้ไขมันร้อนมากกว่าเนื้อเยื่อเป้าหมายที่ลึกกว่า

•     ผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกร้อนที่ผิวหนังมากนัก แต่ชั้นไขมันใต้ผิวสามารถร้อนถึงระดับที่อาจก่อให้เกิดแผลไหม้ภายในได้

•     ในกรณีเช่นนี้ inductive method มักเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะให้ความร้อนสะสมในชั้นกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน

•     ควรตรวจสอบสัญญาณเตือน เช่น ความรู้สึกร้อนผิดปกติใต้ผิวหนัง หรือผิวหนังแดงผิดปกติ และหยุดการรักษาทันทีหากพบ

 

Microwave Diathermy (MWD)

Microwave Diathermy ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่ 2,450 MHz (ความยาวคลื่น 12.2 ซม.) ซึ่งสูงกว่า SWD มาก ทำให้กลไกหลักของการสร้างความร้อนเป็น dipole rotation โดยเฉพาะโมเลกุลน้ำ คุณสมบัติที่สำคัญคือ MWD ส่งพลังงานจากเครื่องไปยังผู้ป่วยผ่านทางอากาศโดยใช้ antenna applicator ที่วางห่างจากผิวหนัง ทำให้ไม่ต้องสัมผัสร่างกายโดยตรง ซึ่งสะดวกแต่ก็ทำให้การกระจายพลังงานไม่สม่ำเสมอเท่ากับ SWD แบบ contact

ข้อจำกัดสำคัญของ MWD คือความลึกของการเจาะทะลุน้อยกว่า SWD เนื่องจากความถี่ที่สูงกว่าทำให้ถูกดูดซับได้เร็วกว่าในเนื้อเยื่อตื้น นอกจากนี้คลื่น microwave ยังสะท้อนได้ง่ายที่รอยต่อระหว่างเนื้อเยื่อที่มีความหนาแน่นต่างกัน เช่น ที่ผิวของกระดูก ซึ่งอาจทำให้เกิดการสะสมพลังงานที่จุดนั้น ด้วยเหตุนี้ MWD จึงมีข้อระวังเรื่องการใช้บริเวณที่กระดูกอยู่ตื้นใต้ผิวหนัง และเป็นสาเหตุที่ MWD มีการใช้งานลดลงในทางคลินิกปัจจุบัน เมื่อเทียบกับ SWD

Pulsed Shortwave Diathermy (PSWD)

Pulsed Shortwave Diathermy (PSWD) ใช้ความถี่ carrier wave เดียวกับ SWD (27.12 MHz) แต่ส่งพลังงานเป็นพัลส์สั้นๆ ที่มีช่วงหยุดพักระหว่างพัลส์ ช่วยให้เนื้อเยื่อระบายความร้อนออกในช่วง off-time ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของเนื้อเยื่อไม่สูงขึ้นมากแม้จะมีพลังงาน peak สูงมากในช่วง on-time กลไกนี้เปิดโอกาสให้ใช้พลังงานสูงสุด (peak power) ได้สูงมาก (บางเครื่องถึง 1,000 W ในช่วง on) โดยที่ average power ต่ำพอที่จะไม่ก่อให้เกิดความร้อนที่รับรู้ได้

Duty Cycle และ Average Power ใน PSWD

Duty Cycle (%) = (เวลา ON ÷ เวลา ON+OFF) × 100

Average Power (W) = Peak Power (W) × Duty Cycle (%)/100

ตัวอย่าง: PSWD ที่ Peak power 400 W, Duty cycle 20% (on 2 ms, off 8 ms) จะมี Average power = 400 × 0.20 = 80 W ซึ่งต่ำพอที่จะไม่ก่อให้เกิดความร้อนสะสม แต่ยังมีพลังงานสนาม (field energy) สูงพอที่จะก่อให้เกิดผลทางชีวภาพ

การเปรียบเทียบ Continuous SWD vs Pulsed SWD

ปัจจัย

Continuous SWD

Pulsed SWD (PSWD)

โหมดพลังงาน

ต่อเนื่อง (Continuous)

พัลส์ ON/OFF (Pulsed)

ผลหลัก

ความร้อน (Thermal) + Non-thermal

Non-thermal เด่น / Thermal น้อยหรือไม่มี

Peak power

สูง แต่ต่อเนื่อง

สูงมากในช่วง ON แต่เฉลี่ยต่ำ

Average power

เท่ากับ Peak power

ต่ำ = Peak power × Duty cycle

ผลต่ออุณหภูมิเนื้อเยื่อ

เพิ่มสูงชัดเจน

เพิ่มน้อยหรือไม่เพิ่มขึ้น (non-thermal)

ข้อบ่งชี้เหมาะสม

ต้องการผล deep heating ก่อน stretching

ระยะเฉียบพลัน บวม กระตุ้นการซ่อมแซม

 

ผลทางสรีรวิทยาของ Diathermy

ผลต่อระบบหลอดเลือด

ความร้อนในระดับลึกที่เกิดจาก continuous SWD กระตุ้นให้หลอดเลือดในเนื้อเยื่อลึกขยายตัว (deep vasodilation) ผ่านกลไกสองทาง คือผลโดยตรงของความร้อนต่อกล้ามเนื้อเรียบหลอดเลือด และผ่านกลไก axon reflex ที่กระตุ้นปลายประสาทรับความร้อนในเนื้อเยื่อ ผลลัพธ์คือการเพิ่มการไหลเวียนเลือดในบริเวณที่รักษา ซึ่งนำออกซิเจนและสารอาหารมาสู่เนื้อเยื่อมากขึ้น และช่วยกำจัดของเสียจากกระบวนการเมแทบอลิซึมและสารที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เช่น lactic acid และ bradykinin

ผลต่อความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญที่สุดของ diathermy เหนือ superficial heating ความร้อนที่เจาะลึกถึงระดับแคปซูลข้อต่อ เอ็น และพังผืดชั้นลึก ทำให้ collagen fiber ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นชั่วคราว (extensibility) โดยลดความหนืด (viscosity) ของโครงสร้าง ground substance และเพิ่มความสามารถในการยืดของ collagen cross-links ภายใน therapeutic temperature range (40-45°C) โดยไม่ก่อให้เกิดการทำลาย การผสมผสาน SWD เข้ากับการยืดกล้ามเนื้อหรือการดัดข้อต่อ (joint mobilization) ทันทีหลังการรักษาจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการยืดโดยไม่มีการเตรียมเนื้อเยื่อด้วยความร้อนอย่างมีนัยสำคัญ

ผลต่อความเจ็บปวดและกล้ามเนื้อ

Diathermy ลดปวดผ่านหลายกลไก ได้แก่ การลดความไวของ nociceptor ในเนื้อเยื่อลึกจากความร้อน การลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ (muscle spasm) ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งของ pain-spasm-pain cycle การเพิ่มการไหลเวียนเลือดซึ่งช่วยล้างสารที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดออกจากเนื้อเยื่อ และกลไก gate control ที่การกระตุ้นใยประสาทรับความร้อนช่วยลดการส่งสัญญาณปวดในระดับไขสันหลัง ในด้านกล้ามเนื้อ ความร้อนระดับลึกที่ถึงกล้ามเนื้อชั้นลึกช่วยลดความตึงตัว (tone) และเพิ่มความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับ therapeutic exercise ในขั้นตอนถัดไป

ระบบกำหนดขนาดพลังงาน (Dosage): ระดับ I-IV

การกำหนดขนาดพลังงาน diathermy ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในทางคลินิกคือระบบ 4 ระดับ (Dose I-IV) ที่อิงจากความรู้สึกของผู้ป่วยเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิของเนื้อเยื่อที่เพิ่มขึ้นจริง ตารางด้านล่างอธิบายแต่ละระดับพร้อมข้อบ่งชี้ทางคลินิก

ระดับ

ความรู้สึก

ผลทางสรีรวิทยา

ข้อบ่งชี้หลัก

Dose I (Athermic)

ไม่รับรู้ความร้อนเลย

Non-thermal ล้วน กระตุ้นการซ่อมแซมระดับเซลล์

ระยะเฉียบพลัน อาการบวม การฟื้นตัวหลังผ่าตัดระยะแรก

Dose II (Subthermic)

รู้สึกอุ่นเล็กน้อยหรือรู้สึกได้แค่เล็กน้อย

Mild thermal + Non-thermal effects รวมกัน

กึ่งเฉียบพลัน เนื้อเยื่ออักเสบลดแล้วบางส่วน

Dose III (Thermic)

รู้สึกอุ่นสบาย ชัดเจน แต่ไม่ร้อนเกิน

Thermal effects เด่น เพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดปวด เพิ่มความยืดหยุ่น

กึ่งเฉียบพลันถึงเรื้อรัง ก่อน mobilization/stretching

Dose IV (Vigorous Thermic)

รู้สึกร้อนชัดเจน แต่ยังทนได้

Thermal effects สูงสุด resorption ของ adhesion เพิ่มความยืดหยุ่นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันสูงสุด

ระยะเรื้อรัง ข้อติดรุนแรง เตรียมก่อน aggressive mobilization

 

หลักสำคัญในการกำหนด Dose: ผู้ป่วยเป็นตัวชี้วัด

•     ระบบ Dose I-IV ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าวัตต์บนเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องยืนยันจากความรู้สึกของผู้ป่วยเสมอ เพราะเนื้อเยื่อแต่ละคนดูดซับพลังงานต่างกัน

•     ผู้ป่วยที่มีการรับความรู้สึกบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีประสาทสัมผัสบกพร่อง ไม่สามารถใช้ระบบนี้ได้อย่างปลอดภัย และเป็นข้อห้ามสัมบูรณ์ของการใช้ thermal dose (Dose III-IV)

•     ระยะเวลามาตรฐานคือ 20-30 นาทีต่อครั้ง สำหรับ Dose III-IV ไม่ควรเกิน 20 นาที เพื่อป้องกันความร้อนสะสมเกินขีด

•     ควรประเมินสภาพผิวหนังก่อนและหลังการรักษาทุกครั้ง หากพบรอยแดงที่ไม่สม่ำเสมอต้องหยุดรักษาและตรวจสอบสาเหตุ

 

ข้อบ่งชี้ทางคลินิกและหลักฐานสนับสนุน

Diathermy มีข้อบ่งชี้เด่นในภาวะที่ต้องการ deep heating ในระดับที่ superficial heating ไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งมักเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับข้อต่อลึก เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชั้นลึก หรือกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่ต้องการความร้อนก่อนการรักษาเชิงกลไก ตารางด้านล่างสรุปข้อบ่งชี้หลักพร้อมเหตุผลที่ diathermy เหมาะสมกว่า modality อื่น

ข้อบ่งชี้

เหตุผลที่เลือก Diathermy และแนวทาง

Frozen Shoulder (Adhesive Capsulitis)

Thermal Dose III-IV SWD ก่อน passive/active mobilization; เพิ่มความยืดหยุ่นของ glenohumeral capsule และเอ็นรอบข้อไหล่ที่เป็นปัญหาหลัก

Hip Osteoarthritis

SWD inductive method ให้ความร้อนถึง acetabular cartilage และ hip capsule ได้ในระดับที่ hot pack ไม่สามารถทำได้; ลดปวดและปรับปรุง ROM

Knee Osteoarthritis

SWD capacitive method เหมาะกับ medial/lateral compartment OA ลดปวด เพิ่ม ROM และลดความตึงตัวของ periarticular muscles

ปวดหลังล่างเรื้อรัง (Chronic Low Back Pain)

SWD ให้ความร้อนถึงกล้ามเนื้อ paraspinal ลึก facet joint capsule และ intervertebral disc annulus; ลดปวดและ muscle guarding

Contracture / Joint Stiffness เรื้อรัง

ใช้ก่อนการยืดเนื้อเยื่อ (stretching) หรือ serial casting เพื่อเพิ่ม collagen extensibility ก่อน mechanical deformation

Pelvic Inflammatory Disease (บางกรณี)

PSWD ที่ Dose I-II ใช้ในกรณีที่อักเสบผ่านระยะเฉียบพลันแล้วเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมและลดการยึดติด

Bursitis (กึ่งเฉียบพลันถึงเรื้อรัง)

SWD หรือ PSWD ลดการอักเสบและความเจ็บปวดใน subdeltoid หรือ trochanteric bursitis

 

ข้อห้ามใช้และเหตุผลทางสรีรวิทยา

ข้อห้ามใช้ของ diathermy มีความสำคัญสูงกว่า modality ชนิดอื่นหลายประการ เนื่องจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงสามารถก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว การทำความเข้าใจเหตุผลทางสรีรวิทยาของแต่ละข้อห้ามจะช่วยให้นักกายภาพบำบัดสามารถประเมินกรณีที่ไม่ชัดเจนได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

ข้อห้ามใช้

เหตุผลทางฟิสิกส์/สรีรวิทยา

โลหะในบริเวณรักษา (Metal implants)

โลหะเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เมื่ออยู่ในสนาม RF จะเกิดกระแสวนภายในโลหะ (eddy current) ก่อให้เกิดความร้อนสะสมรอบวัสดุโลหะอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังใน (Pacemaker, ICD, cochlear implant)

สนาม RF รบกวนการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิกส์และอาจทำให้เครื่องทำงานผิดปกติหรือหยุดทำงาน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

บริเวณมะเร็งหรือเนื้องอก

ความร้อนเพิ่มการไหลเวียนเลือดซึ่งอาจส่งเสริมการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

การตั้งครรภ์ (บริเวณมดลูกและท้องน้อย)

ทารกในครรภ์ไม่มีกลไกระบายความร้อนผ่านเหงื่อ ความร้อนสะสมในมดลูกและน้ำคร่ำอาจทำให้อุณหภูมิทารกสูงเกินอันตราย

บริเวณที่มีเลือดออกเฉียบพลัน / หลอดเลือดอักเสบ (Thrombophlebitis)

ความร้อนเพิ่มการไหลเวียนเลือดซึ่งอาจทำให้เลือดออกมากขึ้นหรือทำให้ลิ่มเลือดหลุดออกมา

บริเวณที่มีการรับความรู้สึกบกพร่องอย่างรุนแรง

ผู้ป่วยไม่สามารถรายงาน Dose ได้อย่างถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถใช้ระบบ Dose I-IV ได้ปลอดภัย

ดวงตา อัณฑะ กระดูกอ่อนที่ยังเจริญอยู่ (Growth plate ในเด็ก)

เนื้อเยื่อเหล่านี้ไวต่อความร้อนเป็นพิเศษและมีความเสี่ยงต่อความเสียหายถาวรที่ไม่สามารถยอมรับได้

 

ความปลอดภัยสำหรับผู้บำบัดและสภาพแวดล้อม

สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจาก SWD ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริเวณที่รักษาเท่านั้น แต่มีการกระจายออกโดยรอบในรูปแบบ stray electromagnetic field ซึ่งอาจส่งผลต่อบุคลากรและอุปกรณ์ในห้องรักษา การออกแบบพื้นที่รักษาและขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัยสำหรับผู้บำบัด

•     ผู้บำบัดที่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในรัศมี 1-2 เมตรจากเครื่อง SWD ขณะทำงาน เนื่องจากความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์

•     ไม่ควรมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในห้องรักษา รวมถึงเตียงโลหะ ตู้โลหะขนาดใหญ่ เพราะอาจรับสนาม RF และเกิดความร้อนหรือรบกวนการทำงาน

•     ผู้บำบัดไม่ควรสัมผัสผู้ป่วยหรืออุปกรณ์ขณะเครื่องทำงาน เพราะอาจทำให้สนามไฟฟ้ากระจายเข้าตัวผู้บำบัดได้

•     ผ้าและวัสดุบนผิวหนังต้องแห้งสนิทก่อนรักษา เพราะความชื้นและเหงื่อจะดูดซับพลังงาน RF ทำให้เกิดความร้อนสะสมและแผลไหม้ได้

•     ควรตรวจสอบสายไฟและขดลวดของเครื่องก่อนใช้งานทุกครั้ง สายหรือขดลวดที่เสียหายอาจก่อให้เกิด arcing และเป็นอันตรายได้

 

แนวทางการประยุกต์ใช้ในทางคลินิก

ขั้นตอนการเตรียมผู้ป่วยและการจัดท่า

ก่อนเริ่มการรักษา ผู้บำบัดต้องตรวจสอบข้อห้ามใช้ทั้งหมดอย่างละเอียด โดยเฉพาะการสอบถามเรื่องอุปกรณ์ฝังใน (pacemaker, ICD, สกรูโลหะ, cochlear implant, IUD ที่มีทองแดง) จากนั้นให้ผู้ป่วยถอดเครื่องประดับโลหะทั้งหมด นาฬิกา สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกจากร่างกายและวางให้ห่างจากเครื่องอย่างน้อย 1 เมตร เช็ดผิวหนังให้แห้ง และจัดท่าให้ผู้ป่วยสบายและสามารถรายงานความรู้สึกได้ตลอดการรักษา

การติดตามและประเมินระหว่างรักษา

ระหว่างการรักษา ผู้บำบัดต้องสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมิน dose level ที่แท้จริง ไม่ควรเชื่อค่า wattage บนหน้าเครื่องเพียงอย่างเดียว เพราะความรู้สึกของผู้ป่วยต่างหากที่เป็น gold standard ของการกำหนด dose ควรตรวจสอบบริเวณที่รักษาทุก 5 นาที หากพบสัญญาณเตือน เช่น รอยแดงที่ไม่สม่ำเสมอ ความเจ็บปวดเฉพาะจุด หรือผู้ป่วยรู้สึกร้อนมากเกิน ให้หยุดเครื่องทันทีและประเมินสาเหตุก่อนดำเนินการต่อ

บูรณาการ Diathermy กับการรักษาเชิงกลไก: แนวทางปฏิบัติ

•     ลำดับที่แนะนำ: Diathermy (Dose III) 20 นาที → ทันทีหลังเสร็จ (ภายใน 5-10 นาที) ทำ joint mobilization หรือ stretching ขณะเนื้อเยื่อยังอยู่ในอุณหภูมิสูง

•     การรอนานเกินไปหลัง diathermy ก่อนทำ mobilization ทำให้เสียประโยชน์จากการเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ เพราะอุณหภูมิจะลดลงภายใน 10-15 นาที

•     ไม่ควรใช้ hot pack ต่อเนื่องจาก diathermy ทันที เพราะ surface tissue อาจได้รับความร้อนมากเกินไป

•     สำหรับ PSWD ใน Dose I: ไม่จำเป็นต้องทำ mobilization ต่อ สามารถใช้เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมได้โดยตรง

 

บทสรุป

Diathermy เป็น modality ที่มีศักยภาพทางคลินิกสูงสำหรับภาวะที่ต้องการ deep heating แต่ต้องใช้ด้วยความรู้และความระมัดระวังสูงกว่า superficial heating มาก ความเข้าใจในกลไกทางฟิสิกส์ของ capacitive และ inductive method ทำให้สามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับชนิดเนื้อเยื่อเป้าหมายได้ ระบบ Dose I-IV ที่อิงความรู้สึกผู้ป่วยเป็นหัวใจของการใช้งานอย่างปลอดภัย ส่วน PSWD เปิดโอกาสให้ใช้ diathermy ในระยะที่การสร้างความร้อนไม่เหมาะสมโดยยังคงประโยชน์ทางชีวภาพ

จุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ diathermy คือการบูรณาการเข้ากับการรักษาเชิงกลไก โดยเฉพาะในผู้ป่วยข้อติดหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหดรั้ง ซึ่งการให้ความร้อนระดับลึกก่อน mobilization และ stretching ช่วยลดแรงที่ต้องใช้และเพิ่มผลลัพธ์ระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การประเมินข้อห้ามใช้อย่างรัดกุม โดยเฉพาะเรื่อง metal implant และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังใน เป็นสิ่งที่ไม่มีข้อยกเว้นและต้องทำในทุกครั้งก่อนการรักษา

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Michlovitz, S. L. (2011). Modalities for Therapeutic Intervention (5th ed.). F.A. Davis Company.
  2. Cameron, M. H. (2018). Physical Agents in Rehabilitation: From Research to Practice (5th ed.). Elsevier.
  3. Bélanger, A. Y. (2015). Therapeutic Electrophysical Agents: Evidence Behind Practice (3rd ed.). Wolters Kluwer.
  4. Goats, G. C. (1989). Continuous short-wave (radio-frequency) diathermy. British Journal of Sports Medicine, 23(2), 123–127.
  5. Draper, D. O., & Prentice, W. E. (2002). Shortwave diathermy. In W. E. Prentice (Ed.), Therapeutic Modalities for Physical Therapists (2nd ed.). McGraw-Hill.
  6. Laufer, Y., & Dar, G. (2012). Effectiveness of thermal and athermal short-wave diathermy for the management of knee osteoarthritis: A systematic review and meta-analysis. Osteoarthritis and Cartilage, 20(9), 957–966.
Related Posts

Diathermy: หลักการทางฟิสิกส์ กลไกความร้อนเชิงลึก และการประยุกต์ใช้ทางคลินิก

June 23, 2026
Hot pack ให้ความร้อนได้แค่ผิวเผิน แต่ Diathermy สร้างความร้อนจากภายในเนื้อเยื่อลึก บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่าง capacitive และ inductive method ระบบ Dose I-IV และการใช้งานอย่างปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยข้อสะโพก ไหล่ติด และปวดหลังเรื้อรัง

Low Level Laser Therapy (LLLT): หลักการทางฟิสิกส์ กลไกชีววิทยา และการประยุกต์ใช้ทางคลินิก

June 23, 2026
LLLT ไม่ใช้ความร้อน แต่ใช้แสงในการกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมระดับเซลล์ผ่าน cytochrome c oxidase บทความนี้พาผู้อ่านเข้าใจกลไก photobiomodulation การเลือกความยาวคลื่น energy density และข้อบ่งชี้ที่มีหลักฐานรองรับในทางกายภาพบำบัด

Acoustic Cavitation: เมื่อคลื่นเสียงความถี่สูงสร้างพลังงานสุดขีดในของเหลว

June 22, 2026
เมื่อคลื่นอัลตราซาวนด์เดินทางผ่านของเหลว มันสร้างฟองพลังงานสูงที่สามารถพุ่งอุณหภูมิถึง 5,000 เคลวิน และความดันถึง 1,000 บรรยากาศในชั่วพริบตา ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า acoustic cavitation นี้เป็นรากฐานของ sonochemistry การทำความสะอาดด้วยคลื่นเสียง และการสังเคราะห์วัสดุนาโน บทความนี้สำรวจพัฒนาการของแบบจำลองเชิงตัวเลขตั้งแต่สมการ Helmholtz พื้นฐาน ไปจนถึง nonlinear Helmholtz และ Caflisch equations ที่ซับซ้อน เพื่อเป็นพื้นฐานการออกแบบ sonochemical reactor ที่มีประสิทธิภาพ