หลักการทางฟิสิกส์ไฟฟ้าสำหรับ Electrotherapy

June 23, 2026

ทำความเข้าใจ Charge, Voltage, Current, Resistance, Capacitance และ Impedance เป็นรากฐานสู่การใช้ไฟฟ้าบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพ

4 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

Electrotherapy หรือการบำบัดด้วยกระแสไฟฟ้าเป็นกลุ่ม modality ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนที่สุดในทางกายภาพบำบัด ครอบคลุมตั้งแต่การกระตุ้นเส้นประสาทเพื่อลดปวด การกระตุ้นกล้ามเนื้อเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ ไปจนถึงการส่งยาผ่านผิวหนังด้วยกระแสตรง ความหลากหลายนี้มีรากฐานร่วมกันอยู่ที่หลักการทางฟิสิกส์ไฟฟ้าพื้นฐาน ซึ่งหากไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ การเลือกพารามิเตอร์การรักษาจะกลายเป็นการทดลองโดยไม่มีเหตุผลรองรับ

บทความนี้เป็นตอนที่ 1 ของชุดบทความ Chapter 9: Foundations of Electrotherapy มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในหลักการฟิสิกส์ไฟฟ้าที่จำเป็น ได้แก่ ประจุไฟฟ้า แรงดัน กระแส ความต้านทาน ความจุไฟฟ้า และอิมพีแดนซ์ รวมถึงการนำหลักการเหล่านี้มาอธิบายพฤติกรรมของกระแสไฟฟ้าในเนื้อเยื่อร่างกาย ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ก่อนจะเข้าใจกระแสชนิดต่างๆ และผลทางสรีรวิทยาในตอนถัดไป

ภาพรวมของ Electrotherapy ในกายภาพบำบัด

Electrotherapy อาศัยการนำกระแสไฟฟ้าผ่านเนื้อเยื่อร่างกายโดยตรงผ่าน electrode ที่วางบนผิวหนัง เพื่อก่อให้เกิดการตอบสนองทางสรีรวิทยาที่เป็นประโยชน์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ผลทางเคมีไฟฟ้า (electrochemical) ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของไอออนและเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ขั้วไฟฟ้า ผลทางความร้อน (electrothermal) ซึ่งเกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าแปลงเป็นพลังงานความร้อนเมื่อผ่านความต้านทานของเนื้อเยื่อ และผลทางฟิสิกส์ไฟฟ้า (electrophysical) ซึ่งเป็นการกระตุ้นเนื้อเยื่อที่ตอบสนองต่อไฟฟ้าโดยตรง เช่น เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ

ในทางคลินิก electrotherapy มีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น TENS, NMES, IFC, Russian current, microcurrent หรือ iontophoresis ซึ่งล้วนเป็นการประยุกต์ใช้กระแสไฟฟ้ารูปแบบต่างๆ บนพื้นฐานฟิสิกส์เดียวกัน

หลักการฟิสิกส์ไฟฟ้าพื้นฐาน

1. ประจุไฟฟ้า (Electric Charge) และขั้วไฟฟ้า (Polarity)

ประจุไฟฟ้าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสสาร มีสองชนิดคือประจุบวก (+) จากโปรตอน และประจุลบ (−) จากอิเล็กตรอน กฎพื้นฐานคือประจุต่างชนิดดึงดูดกัน ประจุชนิดเดียวกันผลักกัน ในระบบ electrotherapy ขั้ว cathode (−) และ anode (+) มีผลต่างกันต่อเนื้อเยื่อ cathode ดึงดูด cation (ไอออนบวก เช่น Na⁺, Ca²⁺) และผลักออกไซด์ ขณะที่ anode ดึงดูด anion (ไอออนลบ เช่น Cl⁻) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากใน iontophoresis ที่ต้องเลือกขั้วให้สอดคล้องกับประจุของยาที่ต้องการส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อ

2. แรงดันไฟฟ้า (Voltage) และ สนามไฟฟ้า (Electric Field)

Voltage หรือศักย์ไฟฟ้า (Electric Potential Difference) คือแรงขับที่ทำให้ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เปรียบได้กับแรงดันน้ำในท่อ ยิ่ง voltage สูงยิ่งสามารถผลักประจุผ่านความต้านทานได้มากกว่า ในทางคลินิก voltage ที่ใช้ใน electrotherapy มีช่วงตั้งแต่ไม่กี่โวลต์ใน TENS และ NMES จนถึงหลายร้อยโวลต์ใน High-Volt Pulsed Current (HVPC) สนามไฟฟ้า (Electric Field) ที่เกิดขึ้นระหว่าง electrode ทั้งสองเป็นสิ่งที่กระทำต่อ ion และ dipole molecules ในเนื้อเยื่อโดยตรง

3. กระแสไฟฟ้า (Current)

Current คืออัตราการไหลของประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำ วัดเป็นแอมแปร์ (A) หรือมิลลิแอมแปร์ (mA) ในร่างกาย กระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านการเคลื่อนที่ของ ion (ionic current) ไม่ใช่การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระเหมือนในโลหะ ขนาดของ current เป็นตัวกำหนดว่าจะเกิดผลทางสรีรวิทยาชนิดใด เช่น ระดับต่ำมาก (< 1 mA) ใช้ใน microcurrent ระดับปานกลาง (1-100 mA) ใช้ใน TENS และ NMES และระดับสูง (> 100 mA) พบใน HVPC

4. ตัวนำและฉนวน (Conductors and Insulators)

ตัวนำไฟฟ้า (conductor) คือวัสดุที่ยอมให้กระแสไหลผ่านได้ง่าย เพราะมีอิเล็กตรอนหรือไอออนอิสระมาก ในร่างกาย เลือด น้ำลาย และของเหลวนอกเซลล์ที่มี electrolyte สูงเป็นตัวนำที่ดี ในทางตรงกันข้ามฉนวน (insulator) ต้านทานการไหลของกระแส โดยผิวหนังชั้น stratum corneum ที่แห้งเป็นฉนวนที่ดีมาก ด้วยเหตุนี้ การใช้ electrode gel ที่มีความนำไฟฟ้าสูงและการทำให้ผิวหนังชื้นจึงมีความสำคัญในการลด impedance ที่ผิวหนังก่อนการรักษา

กฎของโอห์มและคุณสมบัติทางไฟฟ้าของเนื้อเยื่อ

กฎของโอห์ม (Ohm’s Law)

V = I × R   หรือ   I = V ÷ R   หรือ   R = V ÷ I

กฎของโอห์มระบุความสัมพันธ์ระหว่างแรงดัน (V), กระแส (I) และความต้านทาน (R) ในทางคลินิก กฎนี้มีความสำคัญมากเพราะความต้านทานของผิวหนังและเนื้อเยื่อไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับความชื้น อุณหภูมิ และขนาด electrode ดังนั้น ณ แรงดันเดิม กระแสที่ไหลเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงตามความต้านทานที่เปลี่ยนไป นี่คือเหตุผลที่เครื่อง electrotherapy ส่วนใหญ่มีทั้งโหมด constant current (ปรับ voltage อัตโนมัติเพื่อให้ current คงที่) และ constant voltage ซึ่งให้ผลทางคลินิกต่างกัน

Capacitance และ Impedance

ผิวหนังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ตัวต้านทาน (resistor) เท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติเป็น capacitor ด้วย กล่าวคือสามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้ชั่วคราว คุณสมบัตินี้ทำให้ impedance รวม (ซึ่งรวมทั้ง resistance และ capacitive reactance) ของผิวหนังขึ้นอยู่กับความถี่ของกระแสที่ใช้ กระแสความถี่ต่ำถูก impedance สูงของผิวหนังขัดขวางได้มาก แต่กระแสความถี่สูง (เช่น IFC ที่ใช้ carrier frequency หลายพัน Hz) สามารถผ่านผิวหนังได้ง่ายกว่า เนื่องจาก capacitive reactance ลดลงเมื่อความถี่สูงขึ้น นี่คือหลักการสำคัญที่อธิบายว่าทำไม IFC จึงมักทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายกว่า TENS แบบความถี่ต่ำในระดับกระแสเดียวกัน

Impedance ของเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ

ความต้านทานของเนื้อเยื่อแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งกำหนดว่ากระแสจะกระจายอย่างไรในร่างกาย กระแสมีแนวโน้มไหลผ่านเนื้อเยื่อที่มี impedance ต่ำที่สุด (path of least resistance) ซึ่งมักไม่ตรงกับเนื้อเยื่อเป้าหมายของการรักษา ตารางด้านล่างสรุป impedance ของเนื้อเยื่อหลัก

ชนิดเนื้อเยื่อ

ระดับ Impedance

นัยทางคลินิก

ผิวหนังแห้ง (Dry skin)

สูงมาก (100,000 – 1,000,000 Ω)

ชั้น stratum corneum เป็น insulator ชั้นเยี่ยม

ผิวหนังชื้น / เจล electrode

ต่ำ (1,000 – 5,000 Ω)

ความชื้นลด impedance ทำให้กระแสผ่านได้ง่ายขึ้น

กล้ามเนื้อ

ต่ำ-ปานกลาง

มีน้ำและ electrolyte สูง นำไฟฟ้าได้ดี

ไขมัน

สูง

นำไฟฟ้าได้น้อย กระแสต้องใช้แรงดันสูงกว่าเพื่อผ่าน

กระดูก

สูงมาก

ตัวนำที่ไม่ดี กระแสหลีกเลี่ยงผ่านบริเวณกระดูก

เลือด / น้ำในร่างกาย

ต่ำมาก

เป็น conductor ที่ดีเพราะมี ion หนาแน่น

 

สรุปปริมาณทางไฟฟ้าและหน่วยที่ใช้ใน Electrotherapy

ตารางด้านล่างสรุปปริมาณทางไฟฟ้าทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการเข้าใจ electrotherapy อย่างครบถ้วน

ปริมาณ

หน่วย

ความสำคัญทางคลินิก

ประจุไฟฟ้า (Charge)

คูลอมบ์ (C)

คุณสมบัติพื้นฐานของอิเล็กตรอนและโปรตอน ประจุต่างกันดึงดูด ประจุเหมือนกันผลัก

แรงดันไฟฟ้า / ศักย์ไฟฟ้า (Voltage / Potential)

โวลต์ (V)

ความต่างศักย์ที่ทำให้ประจุเคลื่อนที่ ยิ่งสูงยิ่งดึงประจุได้มาก

กระแสไฟฟ้า (Current)

แอมแปร์ (A) หรือ มิลลิแอมแปร์ (mA)

อัตราการไหลของประจุ กำหนดความเข้มของการกระตุ้น

ความต้านทาน (Resistance)

โอห์ม (Ω)

ขัดขวางการไหลของกระแส ผิวหนังแห้งมีความต้านทานสูงมาก

ความจุไฟฟ้า (Capacitance)

ฟารัด (F)

ความสามารถในการเก็บประจุ ผิวหนังมีคุณสมบัติ capacitor

อิมพีแดนซ์ (Impedance)

โอห์ม (Ω)

ความต้านทานรวมต่อ AC รวม Resistance + Reactance ลดลงเมื่อความถี่สูงขึ้น

 

หลักปฏิบัติทางคลินิกจากฟิสิกส์ไฟฟ้า

•     ทำความสะอาดผิวหนังและใช้ electrode gel ก่อนทุกครั้ง เพื่อลด impedance ที่ผิวหนังและให้กระแสกระจายสม่ำเสมอ

•     Electrode ขนาดใหญ่กว่าให้ current density (mA/cm²) ต่ำกว่า ผู้ป่วยรู้สึกสบายกว่า ส่วน electrode เล็กให้ current density สูงกว่า กระตุ้นเนื้อเยื่อเฉพาะจุดได้ดีกว่า

•     ระยะห่างระหว่าง electrode ส่งผลต่อความลึกของกระแส: electrode ชิดกันกระแสผ่านตื้น ห่างกันกระแสผ่านลึกขึ้น

•     ผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้งหรือหนาอาจต้องการแรงดันหรือกระแสสูงกว่าปกติเพื่อให้เนื้อเยื่อลึกได้รับการกระตุ้นเพียงพอ

 

บทสรุป

ความเข้าใจในหลักการฟิสิกส์ไฟฟ้าพื้นฐาน ได้แก่ ประจุ แรงดัน กระแส ความต้านทาน ความจุ และอิมพีแดนซ์ เป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับการใช้ electrotherapy อย่างมีเหตุผลทางคลินิก เนื้อเยื่อร่างกายไม่ได้ตอบสนองต่อกระแสไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ แต่มีความต้านทานที่แตกต่างกันมาก ซึ่งกำหนดว่ากระแสจะกระจายและส่งผลต่อเนื้อเยื่อใดอย่างไร การนำหลักการเหล่านี้มาใช้ในทางปฏิบัติ เช่น การเลือกขนาด electrode ระยะห่าง และการเตรียมผิวหนัง จะช่วยให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Michlovitz, S. L. (2011). Modalities for Therapeutic Intervention (5th ed.). F.A. Davis Company.
  2. Cameron, M. H. (2018). Physical Agents in Rehabilitation: From Research to Practice (5th ed.). Elsevier.
  3. Bélanger, A. Y. (2015). Therapeutic Electrophysical Agents: Evidence Behind Practice (3rd ed.). Wolters Kluwer.
  4. Robinson, A. J., & Snyder-Mackler, L. (2008). Clinical Electrophysiology: Electrotherapy and Electrophysiologic Testing (3rd ed.). Lippincott Williams & Wilkins.
Related Posts

ทำความเข้าใจ DC, AC, Pulsed Current พารามิเตอร์ Waveform ผลทาง Electrochemical, Electrothermal, Electrophysical และการตอบสนองของเนื้อเยื่อที่ตื่นตัวได้

June 23, 2026
TENS ความถี่สูงลดปวดผ่าน Gate Control ส่วน TENS ความถี่ต่ำกระตุ้น endorphin — บทความนี้อธิบายทุก parameter ของ waveform และเชื่อมโยงกลไกทางสรีรวิทยาสู่การเลือก mode การรักษา

หลักการทางฟิสิกส์ไฟฟ้าสำหรับ Electrotherapy

June 23, 2026
ทำไมผิวหนังถึงต้านทานกระแสไฟฟ้าสูง และทำไม electrode gel จึงสำคัญ บทความนี้อธิบายฟิสิกส์ไฟฟ้าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง electrotherapy ทุกชนิด ในภาษาที่นักกายภาพบำบัดเข้าใจได้จริง

Diathermy: หลักการทางฟิสิกส์ กลไกความร้อนเชิงลึก และการประยุกต์ใช้ทางคลินิก

June 23, 2026
Hot pack ให้ความร้อนได้แค่ผิวเผิน แต่ Diathermy สร้างความร้อนจากภายในเนื้อเยื่อลึก บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่าง capacitive และ inductive method ระบบ Dose I-IV และการใช้งานอย่างปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยข้อสะโพก ไหล่ติด และปวดหลังเรื้อรัง