การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะ (TMS) ต่อโครงสร้างและคุณภาพการนอนหลับในเด็กออทิสติก
คืนที่ไม่มีวันจบสำหรับครอบครัวของน้องปัน
เวลาสองทุ่มครึ่งของทุกคืน คุณแม่ของน้องปัน เด็กชายวัย 10 ขวบที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder: ASD) ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จะเริ่มพิธีกรรมเดิม ๆ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ปิดไฟ ปิดม่าน เปิดเพลงกล่อมเดิม ๆ ที่น้องปันชอบฟังซ้ำวนไป แต่ถึงจะทำครบทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด น้องปันก็มักใช้เวลานานกว่าหนึ่งชั่วโมงกว่าจะข่มตาหลับ และเมื่อหลับแล้วก็มักตื่นกลางดึกซ้ำ ๆ หลายครั้ง บางคืนตื่นมาเดินไปมาในบ้านตอนตีสาม บางคืนงีบหลับได้ไม่ถึงห้าชั่วโมงทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นน้องปันจะดูอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ (stereotypical behavior) ถี่ขึ้น และมีปัญหาด้านสมาธิที่โรงเรียนมากกว่าวันที่นอนหลับเพียงพอ
เรื่องราวของน้องปันไม่ใช่กรณีพิเศษ แต่เป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านของครอบครัวเด็กออทิสติกจำนวนมากทั่วโลก งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการนอนหลับเป็นภาวะร่วม (comorbidity) ที่พบได้บ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในเด็กออทิสติก โดยมีความชุกสูงถึงร้อยละ 44-86 เทียบกับเด็กพัฒนาการปกติที่พบเพียงร้อยละ 25-40 กล่าวคือ เด็กออทิสติกมีความเสี่ยงต่อปัญหาการนอนหลับสูงกว่าเด็กทั่วไปประมาณสองถึงสามเท่า และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ การนอนหลับที่ไม่เพียงพอไม่ได้เป็นเพียงปัญหาที่แยกขาดจากอาการหลักของออทิสติก แต่กลับเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมอาการหลักของโรค ทั้งพฤติกรรมซ้ำ ๆ และปัญหาปฏิสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึงพฤติกรรมที่ปรับตัวไม่เหมาะสมอื่น ๆ เช่น การทำร้ายตนเอง ความก้าวร้าว ภาวะซนอยู่ไม่นิ่ง การต่อต้าน หงุดหงิดง่าย และปัญหาทางอารมณ์
คำถามสำคัญที่นักคลินิกและครอบครัวเผชิญร่วมกันคือ เราจะช่วยให้เด็กกลุ่มนี้นอนหลับได้ดีขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อการรักษาด้วยยาก็มีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง และการปรับพฤติกรรม (behavioral intervention) ก็มีข้อจำกัดในการนำไปใช้กับเด็กที่มีความหลากหลายทางอาการสูงเช่นนี้ งานวิจัยที่จะนำเสนอในบทความนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากได้ทดลองใช้เทคโนโลยีการกระตุ้นสมองแบบไม่รุกล้ำที่เรียกว่า Transcranial Magnetic Stimulation หรือ TMS เพื่อดูว่าจะสามารถ “ปรับจูน” การทำงานของสมองให้ช่วยคืนการนอนหลับที่มีคุณภาพให้กับเด็กออทิสติกได้หรือไม่
บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยทดลองทางคลินิกของ Yan และคณะ (2024) จากโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่ 7 เมืองหางโจว และโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่ 2 เมืองลี่สุ่ย ประเทศจีน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychiatry เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับนักศึกษากายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และแพทย์ในการทำความเข้าใจกลไก ระเบียบวิธีวิจัย ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของการใช้ TMS ในการรักษาปัญหาการนอนหลับที่เกี่ยวข้องกับออทิสติก
ทำความเข้าใจออทิสติกและปัญหาการนอนหลับที่มาคู่กันเสมอ
ออทิสติกสเปกตรัมคืออะไร
ออทิสติกสเปกตรัม (ASD) เป็นภาวะพัฒนาการทางระบบประสาทที่ซับซ้อน มีลักษณะสำคัญคือความบกพร่องอย่างต่อเนื่องด้านการสื่อสารทางสังคมและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในหลากหลายบริบท ควบคู่ไปกับรูปแบบพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่จำกัดและซ้ำ ๆ ตามรายงานการพัฒนาการศึกษาและการฟื้นฟูออทิสติกของจีนในปี ค.ศ. 2015 คาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยออทิสติกในประเทศจีนมากกว่า 10 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุ 0-14 ปีมากกว่า 2 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพเด็กแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ. 2016 พบความชุกของออทิสติกในเด็กอายุ 3-17 ปีอยู่ที่ร้อยละ 2.79 ในขณะที่ความชุกของออทิสติกในเด็กจีนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.265
นอกเหนือจากอาการหลักแล้ว เด็กออทิสติกมักมีภาวะร่วมอย่างน้อยหนึ่งอย่างหรือมากกว่า เช่น ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา ปัญหาการนอนหลับ โรคลมชัก และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ในบรรดาภาวะร่วมเหล่านี้ ปัญหาการนอนหลับถือเป็นภาวะที่พบได้บ่อยเป็นพิเศษ
ปัญหาการนอนหลับในเด็กออทิสติกมีลักษณะอย่างไร
ปัญหาการนอนหลับในเด็กออทิสติกมักปรากฏในรูปแบบของระยะเวลาแฝงก่อนหลับที่ยาวนานขึ้น (prolonged sleep latency) การตื่นกลางดึกบ่อยขึ้น (increased sleep arousal) การนอนหลับลึกช่วงคลื่นช้าที่ลดลง (reduced slow-wave sleep) เวลานอนหลับรวมที่ลดลง (decreased total sleep time) และประสิทธิภาพการนอนหลับที่ลดลง (reduced sleep efficiency) ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้จบอยู่แค่ความอ่อนเพลียในวันถัดไป แต่ยังส่งผลย้อนกลับไปซ้ำเติมอาการหลักของออทิสติกอีกด้วย ทั้งพฤติกรรมซ้ำ ๆ แบบตายตัว (repetitive and stereotypical behaviors) และความบกพร่องด้านสังคม รวมถึงพฤติกรรมที่ปรับตัวไม่เหมาะสมอื่น ๆ เช่น การทำร้ายตนเอง ความก้าวร้าว ภาวะซนอยู่ไม่นิ่ง การต่อต้าน หงุดหงิดง่าย และปัญหาทางอารมณ์
งานวิจัยในประเทศจีนโดยหลี่ ซื่อหยุน และคณะ ที่ศึกษาเด็กออทิสติกอายุ 3-12 ปี จำนวน 84 คน เทียบกับเด็กพัฒนาการปกติ 91 คน พบว่าเด็กออทิสติกมีความยากลำบากในการเริ่มต้นและคงการนอนหลับมากกว่า มีเวลานอนหลับรวมที่น้อยกว่า มีคุณภาพการนอนหลับที่แย่กว่า และตื่นกลางดึกบ่อยกว่าเด็กพัฒนาการปกติ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่จะนำเสนอในบทความนี้
แนวทางการรักษาที่มีอยู่และข้อจำกัด
ในปัจจุบัน แนวทางการรักษาปัญหาการนอนหลับในเด็กออทิสติกที่ใช้กันหลักมีสามแนวทางคือ การรักษาด้วยยา (pharmacological therapy) การปรับพฤติกรรม (behavioral interventions) และการรักษาทางเลือกอื่น ๆ (alternative therapies) แม้การรักษาด้วยยาและการปรับพฤติกรรมจะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาการนอนหลับได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีข้อกังวลเรื่องผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา นอกจากนี้ ความหลากหลายของอาการในกลุ่มเด็กออทิสติกและข้อจำกัดในการนำการปรับพฤติกรรมมาใช้เฉพาะกับประชากรกลุ่มนี้ ยังทำให้การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมที่อาจไม่เหมาะกับเด็กเล็ก ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องค้นหาวิธีการรักษาที่ปลอดภัย รวดเร็ว และเด็กสามารถทนต่อการรักษาได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้
TMS คืออะไร และเหตุใดจึงถูกนำมาใช้กับปัญหาการนอนหลับในออทิสติก
การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะ (Transcranial Magnetic Stimulation: TMS) เป็นเทคนิคการปรับสภาวะทางประสาท (neuromodulation) ที่อาศัยกฎการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ (Faraday’s law of electromagnetic induction) ในการสร้างสนามแม่เหล็กแบบพัลส์ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา ซึ่งสามารถทะลุผ่านกะโหลกศีรษะเข้าไปกระตุ้นสมองได้โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือสัมผัสเนื้อเยื่อโดยตรง การกระตุ้นนี้จะเปลี่ยนแปลงศักย์เยื่อหุ้มเซลล์ (membrane potential) ของเซลล์ประสาทในเปลือกสมอง ก่อให้เกิดผลกระตุ้น (excitatory) เมื่อใช้ความถี่มากกว่า 1 เฮิรตซ์ (เรียกว่าความถี่สูง) หรือผลยับยั้ง (inhibitory) เมื่อใช้ความถี่น้อยกว่า 1 เฮิรตซ์ (เรียกว่าความถี่ต่ำ)
งานวิจัยก่อนหน้านี้จำนวนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำ TMS ที่ตำแหน่งเปลือกสมองส่วนหน้าด้านข้าง (dorsolateral prefrontal cortex: DLPFC) สามารถส่งผลต่อความตื่นตัวของเซลล์ประสาทในบริเวณที่ถูกกระตุ้น นำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นในด้านความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การนอนหลับ พฤติกรรมซ้ำ ๆ และความบกพร่องทางสังคม อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับกลไกทางคลินิกของ TMS ในการรักษาปัญหาการนอนหลับที่เกี่ยวข้องกับออทิสติกโดยเฉพาะยังมีอยู่อย่างจำกัด นี่จึงเป็นช่องว่างความรู้ที่งานวิจัยของ Yan และคณะต้องการเติมเต็ม โดยมุ่งศึกษาผลของ TMS ความถี่ต่ำที่กระตุ้นทั้งสองข้างของ DLPFC ในเด็กออทิสติกอายุ 8-15 ปีที่มีปัญหาการนอนหลับ
ทำการทดลองอย่างไรให้น่าเชื่อถือ
กลุ่มตัวอย่างและเกณฑ์การคัดเลือก
การศึกษานี้ดำเนินการระหว่างเดือนมกราคม ค.ศ. 2020 ถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2021 โดยประกาศรับสมัครผ่านคลินิกผู้ป่วยนอกเด็กและวัยรุ่นและแพลตฟอร์มออนไลน์ของโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่ 7 เมืองหางโจว และโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่ 2 เมืองลี่สุ่ย มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน คณะผู้วิจัยคัดเลือกเด็กออทิสติกอายุ 8-15 ปีที่มีปัญหาการนอนหลับจำนวน 60 คน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยตามเกณฑ์ของคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ฉบับที่ 5 (DSM-5) และสุ่มแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเท่า ๆ กัน คือกลุ่ม TMS จริง (active TMS) และกลุ่ม TMS หลอก (sham TMS) กลุ่มละ 30 คน นอกจากนี้ยังมีการรับสมัครเด็กสุขภาพดีอายุใกล้เคียงกันจำนวน 30 คนมาเป็นกลุ่มควบคุม
เกณฑ์การคัดเข้า ได้แก่ อายุระหว่าง 8-15 ปี ถนัดมือขวา ไม่มีความบกพร่องด้านการพูด การได้ยิน หรือการมองเห็น ไม่มีประวัติเจ็บป่วยทางกายรุนแรงหรือการติดเชื้อในระบบประสาท ไม่ได้ใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก่อนการประเมิน และเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติกตาม DSM-5 ส่วนเกณฑ์การคัดออก ได้แก่ ไม่สามารถทำแบบทดสอบระหว่างการวิจัยได้ครบถ้วน มีประวัติโรคลมชัก มีประวัติการบาดเจ็บที่สมอง เนื้องอกในสมอง สมองอักเสบ หรือความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมของสมอง และมีวัตถุโลหะอยู่ในร่างกาย งานวิจัยนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่ 2 เมืองลี่สุ่ย และผู้ปกครองตามกฎหมายของผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนได้ลงนามในหนังสือแสดงความยินยอมก่อนเข้าร่วมการศึกษา
เครื่องมือประเมินการนอนหลับ: Sleep Disturbance Scale for Children (SDSC)
เครื่องมือที่ใช้ประเมินคุณภาพการนอนหลับในการศึกษานี้คือแบบประเมิน Sleep Disturbance Scale for Children (SDSC) ซึ่งเป็นแบบประเมินที่มีความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือดี เหมาะสำหรับใช้กับเด็กอายุ 6-15 ปี โดยตัวเด็กเองหรือผู้ดูแลหลักจะเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม และผู้ใหญ่จะเป็นผู้กรอกแบบฟอร์ม แบบประเมิน SDSC ประกอบด้วยข้อคำถามทั้งหมด 26 ข้อ ครอบคลุม 6 มิติ ได้แก่ ความยากลำบากในการเริ่มต้นและคงการนอนหลับ (difficulties in initiating and maintaining sleep) ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ (sleep-disordered breathing) ความผิดปกติของการตื่น (disorders of arousal) ความผิดปกติของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการนอนหลับ (sleep-wake transition disorders) อาการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไป (daytime excessive sleepiness) และภาวะเหงื่อออกมากขณะหลับ (sleep hyperhidrosis หรือ night sweats) โดยยิ่งคะแนนสูงยิ่งบ่งชี้ถึงความผิดปกติของการนอนหลับที่รุนแรงมากขึ้น
Bruni และคณะได้กำหนดคะแนนรวม 39 คะแนนเป็นค่าตัดสิน (cutoff value) ซึ่งสอดคล้องกับควอไทล์บนของกลุ่มควบคุม โดยมีความไว (sensitivity) 0.89 และความจำเพาะ (specificity) 0.74 ดังนั้นคะแนนรวม SDSC ที่มากกว่า 39 คะแนนจึงถือว่าบ่งชี้ถึงการมีปัญหาการนอนหลับ
โปรโตคอลการกระตุ้น TMS
ผู้เข้าร่วมวิจัยกลุ่มออทิสติกถูกสุ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่ม TMS จริงและกลุ่ม TMS หลอก กลุ่มละ 30 คน โดยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองกลุ่มในตัวแปรต่าง ๆ หรือลักษณะทั่วไป ทั้งอายุ เพศ ระยะเวลาป่วย ระดับการศึกษา และลักษณะบุคลิกภาพ คณะผู้วิจัยใช้กฎห้าเซนติเมตร (Five Centimeter Rule) ในการระบุตำแหน่ง DLPFC ของผู้เข้าร่วมวิจัยแต่ละคน เพื่อความเข้มงวดของข้อมูลและการควบคุมตัวแปรเดี่ยว (single-factor variable) โดยขจัดผลของยาหลอก (placebo effect) การศึกษานี้ใช้วิธีการแทรกแซงดังต่อไปนี้
กลุ่มควบคุมอายุใกล้เคียงกัน (Normal age-matched control group) ไม่ได้รับการรักษาใด ๆ
กลุ่ม TMS จริง (active TMS group) ได้รับการกระตุ้น TMS จริงที่ระดับความเข้ม 100% ของ Motor Threshold (MT) ความถี่ 0.5 เฮิรตซ์ จำนวน 300 พัลส์ต่อข้าง วันละครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ (5 ครั้งต่อสัปดาห์)
กลุ่ม TMS หลอก (sham TMS group) ได้รับการกระตุ้นหลอกที่ระดับความเข้มเพียง 5% ของ Motor Threshold ความถี่ 0.5 เฮิรตซ์ จำนวน 300 พัลส์ต่อข้าง วันละครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์เท่ากัน (5 ครั้งต่อสัปดาห์)
เครื่องมือที่ใช้ในการกระตุ้นคือเครื่องกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก รุ่น S-50 ผลิตโดยบริษัท Shenzhen Yingchi Technology Co., Ltd. ก่อนเริ่มการทดลอง คณะผู้วิจัยได้รับการฝึกอบรมทั้งด้านการใช้แบบสอบถามและเทคนิค TMS เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการรักษาเป็นมาตรฐานเดียวกันและลดความคลาดเคลื่อนในการวัดผล ระหว่างการกระตุ้น ผู้เข้าร่วมวิจัยสวมหมวกอิเล็กโทรดเพื่อยืนยันตำแหน่งการกระตุ้นที่ถูกต้อง และการบันทึกข้อมูลใช้วิธีป้อนข้อมูลซ้ำสองครั้ง (double-entry method) เพื่อลดความผิดพลาด
การประเมินผลลัพธ์และการวิเคราะห์ทางสถิติ
การประเมินผลลัพธ์ดำเนินการโดยใช้แบบประเมิน SDSC ควบคู่กับการวิเคราะห์โครงสร้างการนอนหลับ การวัดความตื่นตัวของเซลล์ประสาทในเปลือกสมอง และตัวชี้วัดเครือข่ายประสาท โดยประเมินหลังการรักษาครบ 15 ครั้ง และ 30 ครั้ง การวิเคราะห์ทางสถิติดำเนินการด้วยโปรแกรม SPSS เวอร์ชัน 25.0 ตัวแปรต่อเนื่องแสดงผลเป็นค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (mean ± SD) ใช้การทดสอบค่าที (independent sample t-test) ในการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม และการทดสอบค่าทีของผลต่าง (difference t-test) เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ P < 0.05
ผลการวิจัย: ตัวเลขที่บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลง
ลักษณะทางประชากรของกลุ่มตัวอย่าง
การศึกษานี้สำรวจเด็กออทิสติกจำนวน 60 คน อายุเฉลี่ย 11.20 ± 2.313 ปี แบ่งเป็นเพศชาย 31 คนและเพศหญิง 29 คน นอกจากนี้ยังมีเด็กพัฒนาการปกติ 30 คนเข้าร่วมเป็นกลุ่มควบคุม อายุเฉลี่ย 11.90 ± 2.139 ปี แบ่งเป็นเพศชาย 12 คนและเพศหญิง 18 คน คณะผู้วิจัยแจกแบบสอบถามทั้งหมด 90 ชุดให้ทั้งกลุ่มออทิสติกและกลุ่มควบคุม และได้รับคืนครบทั้ง 90 ชุด คิดเป็นอัตราความสมบูรณ์ของแบบสอบถามร้อยละ 100 ผลการวิเคราะห์พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติด้านอายุหรือเพศระหว่างกลุ่มออทิสติกและกลุ่มควบคุม (P>0.05) ดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ข้อมูลพื้นฐานเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุม กลุ่ม TMS หลอก และกลุ่ม TMS จริง
|
ตัวแปรด้านประชากร |
กลุ่มควบคุม (n=30) |
กลุ่ม TMS หลอก (n=30) |
กลุ่ม TMS จริง (n=30) |
F |
|
เพศชาย |
12 คน |
12 คน |
19 คน |
– |
|
เพศหญิง |
18 คน |
18 คน |
11 คน |
– |
|
อายุเฉลี่ย (ปี) |
11.90 ± 2.139 |
11.27 ± 2.392 |
11.13 ± 2.270 |
0.977 |
เด็กออทิสติกมีปัญหาการนอนหลับมากกว่าเด็กทั่วไปจริงหรือไม่
ก่อนจะดูผลของ TMS คณะผู้วิจัยได้ตรวจสอบก่อนว่าเด็กออทิสติกในกลุ่มศึกษามีปัญหาการนอนหลับมากกว่าเด็กพัฒนาการปกติจริงหรือไม่ โดยใช้การทดสอบค่าทีเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ผลปรากฏว่ากลุ่มออทิสติกมีคะแนน SDSC รวมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกมิติ ยกเว้นความผิดปกติของการหายใจขณะหลับที่แม้จะมีนัยสำคัญแต่ความแตกต่างค่อนข้างน้อย ดังแสดงในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบคะแนน SDSC ระหว่างกลุ่มออทิสติกและกลุ่มควบคุมปกติ
|
มิติการประเมิน |
กลุ่มออทิสติก (n=60) |
กลุ่มควบคุมปกติ (n=30) |
t-value |
p-value |
|
ความยากลำบากในการเริ่มต้นและคงการนอนหลับ |
26.27 ± 3.579 |
10.57 ± 2.329 |
-25.001 |
0.000 |
|
ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ |
3.35 ± 0.633 |
3.13 ± 0.346 |
-2.098 |
0.039 |
|
ความผิดปกติของการตื่น |
3.90 ± 0.933 |
3.07 ± 0.254 |
-6.455 |
0.000 |
|
ความผิดปกติของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการนอนหลับ |
13.87 ± 2.855 |
8.27 ± 0.980 |
-13.667 |
0.000 |
|
อาการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไป |
11.15 ± 2.349 |
6.83 ± 1.341 |
-11.074 |
0.000 |
|
ภาวะเหงื่อออกมากขณะหลับ |
4.27 ± 1.177 |
3.40 ± 1.567 |
-2.676 |
0.010 |
|
คะแนนรวม SDSC |
62.80 ± 8.931 |
35.27 ± 2.227 |
-22.521 |
0.000 |
ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันสิ่งที่ผู้ปกครองของเด็กออทิสติกจำนวนมากรู้สึกอยู่แล้วจากประสบการณ์จริง นั่นคือลูกของพวกเขานอนหลับยากกว่า ตื่นบ่อยกว่า และง่วงนอนตอนกลางวันมากกว่าเด็กทั่วไปอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นสำคัญที่ทำให้การศึกษานี้ต้องการทดสอบว่า TMS จะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่
ก่อนเริ่มการรักษา สองกลุ่มมีจุดตั้งต้นเท่ากันหรือไม่
ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนสามารถทำการรักษาครบ 30 ครั้งโดยไม่มีผู้ใดถอนตัวเนื่องจากผลข้างเคียง เมื่อเปรียบเทียบคะแนน SDSC ระหว่างกลุ่ม TMS หลอกและกลุ่ม TMS จริงก่อนเริ่มการรักษา พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกมิติของ SDSC ระหว่างสองกลุ่ม (P>0.05) ซึ่งยืนยันว่าการสุ่มแบ่งกลุ่มทำได้อย่างเหมาะสม และความแตกต่างที่จะเกิดขึ้นภายหลังสามารถอนุมานได้ว่าเป็นผลจากการรักษา ไม่ใช่ความแตกต่างที่มีอยู่ก่อนแล้ว
หลัง 15 และ 30 ครั้ง อะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดของงานวิจัย เมื่อเปรียบเทียบคะแนน SDSC ระหว่างกลุ่ม TMS หลอกและกลุ่ม TMS จริงหลังการรักษา 15 และ 30 ครั้ง พบว่ากลุ่ม TMS หลอกมีคะแนนสูงกว่า (แปลว่าปัญหาการนอนหลับมากกว่า) กลุ่ม TMS จริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในหลายมิติ ดังแสดงในตารางที่ 3
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบคะแนน SDSC ระหว่างกลุ่ม TMS หลอกและกลุ่ม TMS จริง ก่อนและหลังการรักษา
|
มิติการประเมิน |
ครั้งที่ |
TMS หลอก (n=30) |
TMS จริง (n=30) |
t |
p |
|
ความยากลำบากในการเริ่มต้นและคงการนอนหลับ |
0 |
26.33 ± 3.252 |
26.20 ± 3.934 |
0.143 |
0.887 |
|
|
15 |
25.37 ± 3.615 |
21.53 ± 4.006 |
3.891 |
0.000 |
|
|
30 |
24.63 ± 3.068 |
18.23 ± 3.287 |
7.796 |
0.000 |
|
ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ |
0 |
3.37 ± 0.615 |
3.33 ± 0.661 |
0.202 |
0.840 |
|
|
15 |
3.23 ± 0.504 |
3.27 ± 0.521 |
-0.252 |
0.802 |
|
|
30 |
3.30 ± 0.466 |
3.27 ± 0.521 |
0.261 |
0.795 |
|
ความผิดปกติของการตื่น |
0 |
3.93 ± 1.015 |
3.87 ± 0.860 |
0.274 |
0.785 |
|
|
15 |
3.77 ± 0.679 |
3.63 ± 0.850 |
0.671 |
0.505 |
|
|
30 |
3.63 ± 0.615 |
3.50 ± 0.630 |
0.830 |
0.410 |
|
ความผิดปกติของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการนอนหลับ |
0 |
13.80 ± 2.833 |
13.93 ± 2.924 |
-0.179 |
0.858 |
|
|
15 |
13.20 ± 2.683 |
11.83 ± 2.214 |
2.152 |
0.036 |
|
|
30 |
13.03 ± 2.327 |
11.37 ± 2.236 |
2.829 |
0.006 |
|
อาการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไป |
0 |
11.27 ± 2.333 |
11.03 ± 2.399 |
0.382 |
0.704 |
|
|
15 |
10.93 ± 2.083 |
9.77 ± 1.832 |
2.303 |
0.025 |
|
|
30 |
10.87 ± 2.300 |
9.20 ± 1.690 |
3.198 |
0.002 |
|
ภาวะเหงื่อออกมากขณะหลับ |
0 |
4.20 ± 1.270 |
4.33 ± 1.093 |
-0.436 |
0.665 |
|
|
15 |
4.00 ± 1.145 |
3.93 ± 0.828 |
0.258 |
0.797 |
|
|
30 |
3.90 ± 0.995 |
3.83 ± 0.699 |
0.300 |
0.765 |
|
คะแนนรวม SDSC |
0 |
62.90 ± 8.794 |
62.70 ± 9.214 |
0.086 |
0.932 |
|
|
15 |
60.50 ± 7.877 |
53.97 ± 7.384 |
3.314 |
0.002 |
|
|
30 |
59.37 ± 6.744 |
49.40 ± 5.721 |
6.173 |
0.000 |
จากตารางนี้จะเห็นว่ามิติที่ TMS ให้ผลชัดเจนที่สุดคือความยากลำบากในการเริ่มต้นและคงการนอนหลับ ความผิดปกติของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการนอนหลับ อาการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไป และคะแนนรวม SDSC ในขณะที่ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ ความผิดปกติของการตื่น และภาวะเหงื่อออกมากขณะหลับ ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองกลุ่มหลังการรักษา ซึ่งอาจสะท้อนว่ากลไกของ TMS ที่ตำแหน่ง DLPFC มีความจำเพาะต่อกระบวนการบางอย่างของการนอนหลับมากกว่ากระบวนการอื่น
การเปลี่ยนแปลงภายในกลุ่มเมื่อเวลาผ่านไป
นอกจากการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มแล้ว คณะผู้วิจัยยังวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงภายในกลุ่ม TMS จริงเองตามระยะเวลาการรักษา (ก่อนรักษา หลัง 15 ครั้ง และหลัง 30 ครั้ง) ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน (F-test) ผลปรากฏว่าเมื่อครบ 30 ครั้งของการรักษา พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในมิติความยากลำบากในการคงการนอนหลับ (F=34.065, P=0.000) ความผิดปกติของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการนอนหลับ (F=9.9119, P=0.000) อาการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไป (F=6.625, P=0.002) และคะแนนรวม SDSC (F=23.875, P=0.000) ในขณะที่หลังการรักษาเพียง 15 ครั้ง ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติในมิติใดเลย ข้อค้นพบนี้บ่งชี้ประเด็นสำคัญทางคลินิกว่า ผลของ TMS ต่อการนอนหลับในเด็กออทิสติกต้องอาศัยระยะเวลาการรักษาที่นานเพียงพอ กล่าวคือ 15 ครั้ง (ประมาณ 3 สัปดาห์) ยังไม่เพียงพอที่จะเห็นผลชัดเจน แต่เมื่อครบ 30 ครั้ง (ประมาณ 6 สัปดาห์) จึงเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
อัตราการลดลงของปัญหาการนอนหลับหลัง 30 ครั้งของการรักษา
เพื่อวัดขนาดของผลการรักษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คณะผู้วิจัยได้คำนวณอัตราการลดลงของคะแนน (ผลต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังการรักษา) แล้วเปรียบเทียบระหว่างสองกลุ่มด้วยการทดสอบค่าทีของผลต่าง ผลลัพธ์แสดงในตารางที่ 4
ตารางที่ 4 เปรียบเทียบอัตราการลดลงของคะแนน SDSC ระหว่างกลุ่ม TMS หลอกและกลุ่ม TMS จริง หลังการรักษา 30 ครั้ง
|
มิติการประเมิน |
TMS หลอก (n=30) |
TMS จริง (n=30) |
t-value |
p-value |
|
ความยากลำบากในการเริ่มต้นและคงการนอนหลับ |
-1.70 ± 2.200 |
-7.97 ± 2.748 |
15.88 |
0.000 |
|
ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ |
-0.07 ± 0.785 |
-0.07 ± 0.365 |
1.00 |
0.321 |
|
ความผิดปกติของการตื่น |
-0.30 ± 0.877 |
-0.37 ± 0.718 |
2.796 |
0.007 |
|
ความผิดปกติของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการนอนหลับ |
-0.77 ± 1.073 |
-2.57 ± 1.888 |
7.446 |
0.000 |
|
อาการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไป |
-0.40 ± 0.968 |
-1.83 ± 1.341 |
7.487 |
0.000 |
|
ภาวะเหงื่อออกมากขณะหลับ |
-0.30 ± 0.877 |
0.50 ± 0.938 |
2.921 |
0.005 |
|
คะแนนรวม SDSC |
-3.53 ± 3.277 |
-13.30 ± 5.011 |
14.536 |
0.000 |
ตัวเลขในตารางนี้อ่านได้ชัดเจนว่า กลุ่ม TMS จริงมีอัตราการลดลงของคะแนนรวม SDSC เฉลี่ย 13.30 คะแนน เทียบกับกลุ่มหลอกที่ลดลงเพียง 3.53 คะแนน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ TMS จริงให้ผลการรักษาที่มากกว่ากลุ่มหลอกเกือบ 4 เท่าในแง่ของคะแนนรวม โดยเฉพาะในมิติความยากลำบากในการเริ่มต้นและคงการนอนหลับที่กลุ่ม TMS จริงลดลงถึง 7.97 คะแนน เทียบกับกลุ่มหลอกที่ลดลงเพียง 1.70 คะแนน ซึ่งเป็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติอย่างชัดเจน (t=15.88, p<0.001) น่าสังเกตว่ามิติความผิดปกติของการหายใจขณะหลับเป็นมิติเดียวที่ไม่พบความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มแม้ในการวิเคราะห์อัตราการลดลง ซึ่งสอดคล้องกับที่พบในตารางที่ 3 เช่นกัน
เหตุใด TMS จึงช่วยให้เด็กออทิสติกนอนหลับได้ดีขึ้น
การนอนหลับที่เพียงพอเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญต่อพัฒนาการทางสมอง การประมวลผลข้อมูล การทำงานของสมองด้านการรับรู้ ความจำ และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก การศึกษาทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากได้แสดงให้เห็นตรงกันว่าความชุกของปัญหาการนอนหลับในเด็กออทิสติกสูงกว่าเด็กพัฒนาการปกติอย่างชัดเจน โดยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 44-86 เทียบกับเด็กพัฒนาการปกติที่มีความชุกประมาณร้อยละ 25-40 กล่าวคือสูงกว่าประมาณสองถึงสามเท่า
TMS เป็นแนวทางการปรับสภาวะทางประสาทแบบใหม่ที่ควบคุมความตื่นตัวของเซลล์ประสาท เร่งกระบวนการสร้างจุดประสานประสาทใหม่ (synaptogenesis) และปรับการส่งผ่านและการแสดงออกของสารสื่อประสาท โดยการปล่อยสนามแม่เหล็กแบบพัลส์ผ่านเปลือกสมอง ในการศึกษานี้ ผลการรักษาแสดงให้เห็นว่าอัตราประสิทธิผลโดยรวมของกลุ่ม TMS จริงสูงกว่ากลุ่ม TMS หลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และที่สำคัญคือคุณภาพการนอนหลับหลังการรักษา 30 ครั้งดีกว่าหลัง 15 ครั้งอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าที่รายงานว่าการรักษาด้วย TMS 20 ครั้งเริ่มแสดงผลการพัฒนาที่มีนัยสำคัญ และงานวิจัยที่แสดงว่าการกระตุ้น TMS ความถี่ต่ำที่ DLPFC ทั้งสองข้างต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ (5 ครั้งต่อสัปดาห์) ส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่มีนัยสำคัญทั้งในโครงสร้างการนอนหลับและความแข็งแรงของการเชื่อมต่อในการทำงาน (functional connectivity) ของสมองในบริเวณต่าง ๆ
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคืองานวิจัยส่วนใหญ่ที่ศึกษาการรักษาภาวะนอนไม่หลับด้วย TMS มักใช้ความถี่ต่ำ 1 เฮิรตซ์กระตุ้นที่ DLPFC ข้างขวาเพียงข้างเดียว แต่การศึกษานี้เลือกใช้ความถี่ต่ำกว่าที่ 0.5 เฮิรตซ์ และกระตุ้นทั้งสองข้างของ DLPFC พร้อมกัน ผลการศึกษาพบว่าเกิดการพัฒนาของปัญหาการนอนหลับ (ทั้งคะแนนรายมิติ คะแนนรวม และอัตราการลดลง) ในกลุ่ม TMS จริง ในขณะที่กลุ่มควบคุมที่ได้รับการกระตุ้นหลอกไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า TMS มีผลจำเพาะต่อผู้ป่วยออทิสติกที่มีปัญหาการนอนหลับ ไม่ใช่เพียงผลจากความคาดหวังหรือผลของกระบวนการรักษาโดยทั่วไป
กลไกการรักษาที่เป็นไปได้อาจเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงความไม่สมดุลระหว่างการกระตุ้นและการยับยั้ง (excitation-inhibition imbalance) ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยออทิสติก โดยการกระตุ้นด้วย TMS ความถี่ต่ำช่วยเพิ่มอัตราส่วนการกระตุ้นต่อการยับยั้ง (excitation-inhibition ratio) ให้สมดุลมากขึ้น นอกจากนี้ งานวิจัยจากต่างประเทศยังชี้ให้เห็นว่าการกระตุ้นความถี่ต่ำที่ DLPFC ข้างขวาสามารถช่วยปรับปรุงการนอนหลับผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การเพิ่มระดับ brain-derived neurotrophic factor (BDNF) และ gamma-aminobutyric acid (GABA) ในเลือด รวมถึงการลด motor-evoked potentials
ข้อจำกัดของงานวิจัยที่ผู้เรียนควรตระหนัก
การอ่านงานวิจัยอย่างมีวิจารณญาณเป็นทักษะสำคัญของนักคลินิกที่ดี งานวิจัยฉบับนี้เองก็มีข้อจำกัดที่ผู้เขียนต้นฉบับระบุไว้อย่างตรงไปตรงมา ประการแรกคือขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ค่อนข้างเล็ก (กลุ่มละ 30 คน) ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการสรุปอ้างอิงไปยังประชากรวงกว้าง ประการที่สองคือการศึกษานี้มุ่งเน้นเฉพาะการกระตุ้นที่ตำแหน่ง DLPFC เพียงตำแหน่งเดียว ยังไม่ได้ศึกษาตำแหน่งอื่น ๆ ของสมองที่อาจมีบทบาทต่อการนอนหลับเช่นกัน และประการที่สามคือช่วงอายุของผู้เข้าร่วมวิจัยที่กำหนดไว้ระหว่าง 8-15 ปี ครอบคลุมช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของวัยแรกรุ่น (puberty) แต่งานวิจัยนี้ยังไม่ได้ทำการวิเคราะห์แยกกลุ่มย่อย (subgroup analysis) เพื่อดูผลกระทบที่อาจแตกต่างกันไปตามระยะพัฒนาการทางเพศ ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นแนวทางสำคัญสำหรับการออกแบบงานวิจัยในอนาคตต่อไป
การประยุกต์ใช้ทางคลินิกสำหรับนักกายภาพบำบัดและแพทย์
สำหรับนักศึกษากายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และแพทย์ที่ต้องดูแลเด็กออทิสติกและครอบครัว งานวิจัยนี้ให้บทเรียนเชิงปฏิบัติที่สำคัญหลายประการ
ประการแรก ปัญหาการนอนหลับในเด็กออทิสติกไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องรองหรือแยกขาดจากอาการหลักของโรค แต่ควรได้รับการประเมินและติดตามอย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความรุนแรงของอาการหลักและพฤติกรรมที่ปรับตัวไม่เหมาะสมอื่น ๆ การใช้เครื่องมือประเมินมาตรฐานอย่าง SDSC ในการคัดกรองและติดตามผลจึงเป็นทักษะที่บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเด็กกลุ่มนี้ควรมี
ประการที่สอง แม้ TMS จะแสดงผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในงานวิจัยนี้ แต่ผู้ปฏิบัติงานควรตระหนักว่าผลของการรักษาต้องอาศัยระยะเวลาสะสม โดยข้อมูลชี้ชัดว่า 15 ครั้งยังไม่เพียงพอที่จะเห็นผล แต่ต้องรอจนครบ 30 ครั้ง (ประมาณ 6 สัปดาห์) จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ ดังนั้นการให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับกรอบเวลาที่เหมาะสมในการประเมินผลการรักษาจึงมีความสำคัญ เพื่อป้องกันความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและการยุติการรักษาก่อนเวลาอันควร
ประการที่สาม TMS ในงานวิจัยนี้แสดงผลจำเพาะต่อบางมิติของการนอนหลับ โดยเฉพาะความยากลำบากในการเริ่มต้นและคงการนอนหลับ ความผิดปกติของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการนอนหลับ และอาการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไป แต่ไม่พบผลชัดเจนต่อความผิดปกติของการหายใจขณะหลับหรือภาวะเหงื่อออกมากขณะหลับ นักคลินิกจึงควรพิจารณาเลือกใช้ TMS ให้เหมาะสมกับลักษณะปัญหาการนอนหลับที่ผู้ป่วยแต่ละรายมีอยู่จริง ไม่ใช่คาดหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับได้ในทุกมิติเท่ากัน
ประการสุดท้าย งานวิจัยนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญของเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัดเด็กว่า การรักษาด้วยยาไม่ควรเป็นทางเลือกแรกในการจัดการปัญหาการนอนหลับของเด็กออทิสติก เว้นแต่อาการจะรุนแรงมาก เนื่องจากความหลากหลายของอาการในแต่ละบุคคลและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากยา TMS จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นวิธีการรักษาที่ไม่เจ็บปวด ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม บุคลากรทางการแพทย์ควรใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมและการดูแลแบบองค์รวมอื่น ๆ ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
บทสรุปสำหรับผู้เรียน
โดยสรุป การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำที่ตำแหน่งเปลือกสมองส่วนหน้าด้านข้างทั้งสองข้าง (bilateral low-frequency TMS at DLPFC) ในเด็กออทิสติกสามารถพัฒนาสถานะการนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเห็นผลการพัฒนาที่ชัดเจนภายหลังการรักษาต่อเนื่อง 6 สัปดาห์หรือ 30 ครั้ง แม้การปรับพฤติกรรมจะยังคงเป็นแนวทางหลักที่ใช้กันแพร่หลายในการรักษาปัญหาการนอนหลับของเด็กออทิสติก แต่ TMS ก็นับเป็นทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่การรักษาด้วยยาอาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่เหมาะสมเนื่องจากความหลากหลายของอาการในแต่ละบุคคลและความกังวลเรื่องผลข้างเคียง
สำหรับนักศึกษากายภาพบำบัดและแพทย์ในอนาคต บทเรียนสำคัญที่สุดจากงานวิจัยนี้คือความเข้าใจว่าการรักษาปัญหาการนอนหลับในเด็กออทิสติกจำเป็นต้องอาศัยความอดทนและระยะเวลาที่เพียงพอในการเห็นผล เครื่องมือประเมินที่แม่นยำอย่าง SDSC มีบทบาทสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าของการรักษาอย่างเป็นรูปธรรม และการเลือกใช้เทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ เช่น TMS ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงข้อจำกัดของงานวิจัยแต่ละชิ้นอย่างมีวิจารณญาณเสมอ
คำถามที่พบบ่อย FAQ
TMS คืออะไร และแตกต่างจากไฟฟ้าช็อกรักษา (ECT) อย่างไร?
TMS คือการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบไม่รุกล้ำที่ทะลุผ่านกะโหลกศีรษะเพื่อกระตุ้นเซลล์ประสาทในเปลือกสมองโดยตรง โดยไม่ต้องดมยาสลบและไม่ก่อให้เกิดอาการชัก ซึ่งแตกต่างจากไฟฟ้าช็อกรักษา (Electroconvulsive Therapy: ECT) ที่ต้องดมยาสลบและกระตุ้นให้เกิดอาการชักแบบควบคุมได้เพื่อการรักษา
เหตุใดการศึกษานี้จึงใช้ความถี่ต่ำ (0.5 Hz) แทนความถี่สูง?
ความถี่ต่ำกว่า 1 เฮิรตซ์มีฤทธิ์ยับยั้ง (inhibitory) การทำงานของเซลล์ประสาทในบริเวณที่ถูกกระตุ้น ซึ่งงานวิจัยก่อนหน้าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการปรับความไม่สมดุลระหว่างการกระตุ้นและการยับยั้งของสมองในผู้ป่วยออทิสติก ในขณะที่ความถี่สูงกว่า 1 เฮิรตซ์จะมีฤทธิ์กระตุ้น (excitatory) ซึ่งอาจเหมาะกับข้อบ่งชี้ทางคลินิกอื่น ๆ เช่น ภาวะซึมเศร้า
ต้องรักษาด้วย TMS กี่ครั้งจึงจะเห็นผล?
จากผลการศึกษานี้ การรักษา 15 ครั้ง (ประมาณ 3 สัปดาห์) ยังไม่แสดงผลที่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เมื่อครบ 30 ครั้ง (ประมาณ 6 สัปดาห์ โดยรักษา 5 ครั้งต่อสัปดาห์) จึงเริ่มเห็นการพัฒนาที่มีนัยสำคัญทางคลินิกและทางสถิติอย่างชัดเจน
TMS มีความปลอดภัยสำหรับเด็กหรือไม่?
จากการศึกษานี้ ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนสามารถเข้ารับการรักษาครบ 30 ครั้งโดยไม่มีผู้ใดถอนตัวเนื่องจากผลข้างเคียง อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีวัตถุโลหะในร่างกาย มีประวัติโรคลมชัก หรือมีความผิดปกติของสมองบางประเภท ไม่เหมาะที่จะเข้ารับการรักษาด้วย TMS ตามเกณฑ์การคัดออกของงานวิจัยนี้ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจรักษาเสมอ
TMS ช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับได้ทุกประเภทหรือไม่?
ไม่ทั้งหมด จากผลการศึกษา TMS แสดงผลชัดเจนในมิติความยากลำบากในการเริ่มต้นและคงการนอนหลับ ความผิดปกติของการเปลี่ยนผ่านระหว่างช่วงการนอนหลับ และอาการง่วงนอนตอนกลางวันมากเกินไป แต่ไม่พบผลที่มีนัยสำคัญต่อความผิดปกติของการหายใจขณะหลับหรือภาวะเหงื่อออกมากขณะหลับ
เอกสารอ้างอิง (References)
เรียบเรียงและแปลจากบทความวิจัยต้นฉบับ “Effects of transcranial magnetic stimulation on sleep structure and quality in children with autism” โดย Juan Yan, Yan Zhang, Junjie Wang, Guidong Zhu และ Kaijie Fang ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychiatry ปี ค.ศ. 2024 (Front. Psychiatry 15:1413961, doi: 10.3389/fpsyt.2024.1413961)
- Yan J, Zhang Y, Wang J, Zhu G, Fang K. Effects of transcranial magnetic stimulation on sleep structure and quality in children with autism. Front. Psychiatry 2024, 15:1413961. https://doi.org/10.3389/fpsyt.2024.1413961
- The Association AP. Diagnostic and statistical manual of mental disorders, 5th Edition: DSM-5. Int J Offender Ther Comp Criminol. 2013, 57:1546–8.
- Lord C, Elsabbagh M, Baird G, Veenstra-Vanderweele J. Autism spectrum disorder. Lancet. 2018, 392:508–20. doi: 10.1016/S0140-6736(18)31129-2
- Xu G, Strathearn L, Liu B, O’Brien M, Kopelman TG, Zhu J, et al. Prevalence and treatment patterns of autism spectrum disorder in the United States. JAMA Pediatr. 2019, 173:153–9. doi: 10.1001/jamapediatrics.2018.4208
- Souders MC, Zavodny S, Eriksen W, Sinko R, Connell J, Kerns C, et al. Sleep in children with autism spectrum disorder. Curr Psychiatry Rep. 2017, 19:34. doi: 10.1007/s11920-017-0782-x
- Huang MM, Qian Z, Wang J, Vaughn MG, Lee YL, Dong G. Validation of the Sleep Disturbance Scale for Children and prevalence of parent reported sleep disorder symptoms in Chinese children. Sleep Med. 2014, 15:923–8. doi: 10.1016/j.sleep.2014.03.023
- Bruni O, Ottaviano S, Guidetti V, Romoli M, Innocenzi M, Cortesi F, et al. The sleep disturbance scale for children (SDSC). Construction and validation of an instrument to evaluate sleep disturbances in childhood and adolescence. J Sleep Res. 1996, 5:251–61. doi: 10.1111/j.1365-2869.1996.00251.x
- George MS, Wassermann EM, Williams WA, Callahan A, Ketter TA, Basser P, et al. Daily repetitive transcranial magnetic stimulation (rTMS) improves mood in depression. Neuroreport. 1995, 6:1853–6. doi: 10.1097/00001756-199510020-00008
- Tang Y, Wu Y, Wang J. Clinical application and operational standards of repetitive transcranial magnetic stimulation: Shanghai Expert Consensus. Shanghai Med J. 2022, 45:65–70. doi: 10.19842/j.cnki.issn.0253-9934.2022.02.01
- Sokhadze EM, El-Baz AS, Sears LL, Opris I, Casanova MF. rTMS neuromodulation improves electrocortical functional measures of information processing and behavioral responses in autism. Front Syst Neurosci. 2014, 8:134. doi: 10.3389/fnsys.2014.00134
- Port RG, Oberman LM, Roberts TP. Revisiting the excitation/inhibition imbalance hypothesis of ASD through a clinical lens. Br J Radiol Suppl. 2019, 92:20180944. doi: 10.1259/bjr.20180944
- Jiang B, He D, Guo Z, Mu Q, Zhang L. Efficacy and placebo response of repetitive transcranial magnetic stimulation for primary insomnia. Sleep Med. 2019, 63:9–13. doi: 10.1016/j.sleep.2019.05.008
หมายเหตุ: รายการอ้างอิงข้างต้นคัดเลือกจากบรรณานุกรมทั้งหมด 36 รายการในบทความต้นฉบับ โดยเลือกเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อหาหลักที่นำเสนอ ผู้อ่านที่ต้องการรายการอ้างอิงฉบับสมบูรณ์สามารถสืบค้นได้จากบทความต้นฉบับที่ Frontiers in Psychiatry 2024, 15:1413961