FeNO Test คืออะไร

February 14, 2026
header feno peak flow res 1280x720 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด
teaser image was machen sie mit ihren messwerten res 1280x720 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

การทดสอบ FeNO: เมื่อลมหายใจบอกเล่าเรื่องราวการอักเสบภายใน

การทดสอบ FeNO (Fractional Exhaled Nitric Oxide) คือการตรวจวัดระดับก๊าซไนตริกออกไซด์ในลมหายใจออก เป็นวิธีการที่ง่าย ไม่เจ็บตัว และเห็นผลเร็ว เพื่อให้แพทย์ใช้ประเมิน “การอักเสบของทางเดินหายใจ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโรคหืด

รากฐานทางสรีรวิทยา (Physiological Basis)

ก๊าซไนตริกออกไซด์ (NO) คือ “โมเลกุลส่งสัญญาณ” ที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติ โดยในปอดนั้น ก๊าซชนิดนี้จะถูกผลิตจากเซลล์เยื่อบุผิวที่ดาดอยู่ตามหลอดลม

  • กลไกเมื่อเกิดการอักเสบ: เมื่อทางเดินหายใจถูกกระตุ้นจนเกิดการอักเสบจากภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่าการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบ “Type 2” (มักเกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล) ร่างกายจะเร่งผลิตเอนไซม์ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า iNOS (Inducible Nitric Oxide Synthase) ออกมามากผิดปกติ

  • ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker): เมื่อเอนไซม์ iNOS มีปริมาณมาก มันจะสังเคราะห์ก๊าซ NO ปล่อยออกมาในหลอดลมสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ระดับก๊าซ NO ในลมหายใจจึงทำหน้าที่เป็น “ตัวบ่งชี้” โดยตรงที่บอกถึงความรุนแรงของการอักเสบภายในหลอดลมนั่นเอง

เจาะลึกกลไกในระดับเซลล์

เพื่อให้เข้าใจถ่องแท้ เราต้องมองลึกลงไปถึงระดับเซลล์เยื่อบุผิวและวิถีทางเคมีที่กระตุ้นการสร้างก๊าซนี้:

  • บทบาทของเอนไซม์ NOS: ก๊าซ NO สังเคราะห์มาจากกรดอะมิโนที่ชื่อ L-arginine โดยมีเอนไซม์กลุ่ม Nitric Oxide Synthase เป็นตัวช่วย ซึ่งในร่างกายคนเรามี 3 รูปแบบหลัก คือ:

    1. nNOS: พบในระบบประสาท

    2. eNOS: พบในหลอดเลือด (ควบคุมความดัน)

    3. iNOS: คือ “ตัวละครหลัก” ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ

  • เส้นทางการอักเสบแบบ Type 2: ในผู้ป่วยโรคหืดจากภูมิแพ้ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันเจอสิ่งกระตุ้น จะมีการหลั่งสารสื่อประสาทในกลุ่มอินเตอร์ลูคิน (Interleukins) โดยเฉพาะ IL-4 และ IL-13 ออกมา สารเหล่านี้จะไปจับกับตัวรับที่เซลล์เยื่อบุหลอดลม แล้วส่งสัญญาณไปที่นิวเคลียสเพื่อ “สั่งเปิดสวิตช์” ยีน iNOS ให้ทำงานอย่างหนัก

  • การแพร่ของก๊าซ: เนื่องจาก NO มีสถานะเป็นก๊าซ เมื่อถูกผลิตขึ้นมันจึงสามารถ “แพร่” ออกจากเนื้อเยื่อเข้าสู่ช่องว่างในหลอดลมได้อย่างง่ายดาย และถูกขับออกมาพร้อมกับลมหายใจ


ทำไม FeNO ถึงมีความเฉพาะเจาะจงสูง?

ไม่ใช่การระคายเคืองปอดทุกชนิดจะทำให้ค่า FeNO สูงขึ้น เนื่องจากกลไกนี้มีความจำเพาะต่อการอักเสบชนิด Eosinophilic (ที่มีเม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิลเด่น) เท่านั้น:

  • การตอบสนองต่อสเตียรอยด์: การทำงานของเอนไซม์ iNOS ที่ถูกกระตุ้นโดย IL-4 และ IL-13 นั้นไวต่อยาพ่นสเตียรอยด์ (ICS) มาก เมื่อผู้ป่วยได้รับยา ยาจะไปยับยั้งการทำงานของยีน iNOS ทำให้ระดับ FeNO ลดลงอย่างรวดเร็ว

  • การแยกโรค: ในกรณีที่ไอเรื้อรังจากสาเหตุอื่น เช่น การสูบบุหรี่ หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) บางประเภท มักจะไม่มีการกระตุ้นผ่านเส้นทาง iNOS นี้ ดังนั้นหากค่า FeNO ปกติ แพทย์จะสามารถวินิจฉัยแยกโรคหืดจากภูมิแพ้ออกไปได้ชัดเจนขึ้น

stage so funktioniert vivatmo me res 1984x1116 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

ทำไมต้องตรวจ FENO?

การทดสอบ FeNO (Fractional Exhaled Nitric Oxide) คือการตรวจวัดระดับก๊าซไนตริกออกไซด์ในลมหายใจออก เป็นวิธีการที่ง่าย ไม่เจ็บตัว และเห็นผลเร็ว เพื่อให้แพทย์ใช้ประเมิน “การอักเสบของทางเดินหายใจจากภูมิแพ้” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโรคหืด

โดยปกติร่างกายเราจะผลิตก๊าซไนตริกออกไซด์ในปริมาณน้อย แต่ถ้าหลอดลมมีการอักเสบ (โดยเฉพาะจากสารก่อภูมิแพ้) เซลล์เยื่อบุหลอดลมจะผลิตก๊าซนี้ออกมามากขึ้น การตรวจนี้จึงช่วยบอกข้อมูลสำคัญ ดังนี้:

1. การวินิจฉัยแยกโรคสำหรับอาการไอเรื้อรัง

ไม่ใช่ทุกอาการหายใจฟืดฟาดจะเป็นโรคหืด และไม่ใช่โรคหืดทุกรายจะมีอาการหายใจฟืดฟาดเสมอไป FeNO มีความสามารถพิเศษในการระบุ “การอักเสบของทางเดินหายใจชนิดอีโอซิโนฟิล” (Eosinophilic Airway Inflammation) ได้อย่างแม่นยำ

  • ระบุโรคหืดชนิดไอ (Cough-Variant Asthma): ผู้ป่วยบางรายมีเพียงอาการไอเรื้อรังโดยไม่มีอาการหอบเหนื่อย ค่า FeNO ที่สูงสามารถยืนยันได้ว่าอาการไอเกิดจากการอักเสบจากภูมิแพ้ ไม่ใช่จากกรดไหลย้อนหรือน้ำมูกไหลลงคอ

  • การแบ่งฟีโนไทป์ (Phenotyping): ช่วยให้แพทย์แยกแยะระหว่างโรคหืดกลุ่ม Th2-high (กลุ่มภูมิแพ้/อีโอซิโนฟิล) และ Th2-low (กลุ่มนิวโทรฟิล) ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันสิ้นเชิง

2. การทำนายและจัดการการตอบสนองต่อยาสเตียรอยด์

ยาพ่นสเตียรอยด์ (ICS) คือมาตรฐานทองคำในการรักษาโรคหืด แต่มันจะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อการอักเสบนั้นเป็นชนิดที่ “ไวต่อสเตียรอยด์” เท่านั้น

  • กฎเกณฑ์พื้นฐาน: หากค่า FeNO สูง มีโอกาสสูงมากที่ผู้ป่วยจะมีอาการและสมรรถภาพปอดดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังได้รับยาสเตียรอยด์

  • หลีกเลี่ยงการสั่งยาเกินความจำเป็น: หากผู้ป่วยมีอาการโรคหืดแต่ค่า FeNO ต่ำ การเพิ่มปริมาณยาสเตียรอยด์อาจไม่ช่วยอะไร และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น ในกรณีนี้แพทย์จะมองหาสาเหตุอื่นแทน เช่น ความผิดปกติของเส้นเสียง (Vocal cord dysfunction) หรือรูปแบบการหายใจที่เกิดจากความวิตกกังวล

3. การติดตามผลแบบเรียลไทม์และการประเมินความร่วมมือในการรักษา

การตรวจสมรรถภาพปอดแบบเดิม (Spirometry) มักวัดความเสียหายหรือการตีบตันที่ เกิดขึ้นแล้ว แต่ FeNO วัด “ไฟที่กำลังลุกไหม้” (การอักเสบ) ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

  • การตรวจสอบการใช้ยา: หากผู้ป่วยยืนยันว่าพ่นยาครบทุกวันแต่ค่า FeNO ยังค้างอยู่ที่ 60 ppb สิ่งนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าผู้ป่วยอาจไม่ได้ใช้ยาจริง (Non-adherence) หรือเทคนิคการพ่นยาผิดพลาด

  • พยากรณ์การกำเริบของโรค: แนวโน้มของค่า FeNO ที่สูงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ ทำหน้าที่เป็น “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” ว่าโรคหืดกำลังจะกำเริบ ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกแน่นหน้าอกเสียด้วยซ้ำ

4. การคัดเลือกผู้ป่วยสำหรับการรักษาด้วยยาฉีดชีวภาพ (Biologic Therapies)

สำหรับผู้ป่วยโรคหืดรุนแรง FeNO คือ “ตัวชี้วัดทางชีวภาพ” (Biomarker) ที่สำคัญในการตัดสินใจว่าผู้ป่วยควรได้รับยาฉีดชีวภาพราคาแพงหรือไม่ (เช่น Dupilumab หรือ Tralokinumab)

  • บริษัทประกันและแนวทางการรักษาทางคลินิกมักกำหนดให้มีผลตรวจ FeNO (โดยปกติคือ $\ge$ 20 หรือ 25 ppb) เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ป่วยมีการอักเสบชนิดจำเพาะที่ยาเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อรักษา

5. ประโยชน์อย่างยิ่งในผู้ป่วยเด็ก

FeNO มีคุณค่ามหาศาลในการรักษาผู้ป่วยเด็กเนื่องจาก:

  • ใช้งานง่าย: เด็กอายุเพียง 4-5 ขวบก็สามารถรับการตรวจ FeNO ได้สำเร็จ ในขณะที่การเป่าปอดแบบเดิม (Spirometry) ต้องใช้แรงและการบังคับลมหายใจที่ซับซ้อนซึ่งเด็กเล็กมักทำไม่ได้

  • หลักฐานที่เป็นรูปธรรม: ช่วยให้พ่อแม่เห็นตัวเลขเชิงปริมาณ (หน่วย ppb) บนหน้าจอ ทำให้เข้าใจได้ชัดเจนว่าเหตุใดลูกจึงต้องใช้ยาพ่นป้องกันทุกวันแม้ในช่วงที่ดูเหมือนไม่มีอาการ

กลไกการทำงานและสรีรวิทยาของการตรวจวัด (Physiology of the Breath)

การทดสอบ FeNO เป็นนวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์ก๊าซในระดับโมเลกุลที่อาศัยเทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูง (อาศัยหลักการทางเคมีไฟฟ้า หรือ การเรืองแสงทางเคมี) เพื่อให้ได้ค่าความเข้มข้นที่แม่นยำ

1. ระยะเตรียมการ (Pre-Inhalation Phase)

ในการทดสอบ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องใช้แรงในการขับลมหายใจอย่างรุนแรงเหมือนการตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) แต่เป็นการหายใจในระดับปกติ (Quiet Breathing) เพื่อลดความเหนื่อยล้าของผู้ป่วย

  • กระบวนการขจัด NO ส่วนเกิน (Nitric Oxide Scrubbing): เครื่องมือจะมีระบบกรองอากาศภายในเพื่อกำจัดก๊าซไนตริกออกไซด์จากสิ่งแวดล้อม (Ambient NO) เพื่อให้มั่นใจว่าค่าที่วัดได้เป็นก๊าซที่ผลิตจากเยื่อบุทางเดินหายใจของผู้ป่วยโดยตรงเท่านั้น

2. ขั้นตอนการทดสอบตามมาตรฐานทางเทคนิค

  • Inhalation: ผู้ป่วยสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มความจุปอด (Total Lung Capacity) เพื่อระบายอากาศสะสมในส่วนของ Anatomical Dead Space

  • Controlled Exhalation: ผู้ป่วยต้องผ่อนลมหายใจออกด้วยอัตราเร็วคงที่ตามมาตรฐานคือ 50 มิลลิลิตรต่อวินาที (50 mL/s) เนื่องจากความเข้มข้นของ NO แปรผันตามอัตราการไหลของลมหายใจ

  • Visual Biofeedback: อุปกรณ์จะแสดงผลผ่านหน้าจอในรูปแบบกราฟิกเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมแรงลมให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดได้ตลอดการทดสอบ

  • Plateau Measurement: ระบบจะทำการวัดค่าความเข้มข้นในช่วงที่ลมหายใจมีความเสถียร (Plateau Phase) ซึ่งเป็นช่วงที่สะท้อนถึงระดับการอักเสบในส่วนของหลอดลม (Lower Airways) ได้อย่างแม่นยำที่สุด

ampelschema res 1280x720 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

หลักการแปลผลทางคลินิก

การแปลผลระดับ FeNO ในเชิงเวชปฏิบัติมีความซับซ้อนมากกว่าการพิจารณาเพียงเกณฑ์มาตรฐานเชิงตัวเลข (Cut-off points) ที่สมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา (ATS) กำหนดไว้ เนื่องจากระดับการผลิตก๊าซไนตริกออกไซด์เบื้องต้นมีความผันแปรตามปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น อายุ เพศ ส่วนสูง และพันธุกรรม แพทย์จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์โดยเปรียบเทียบกับค่าพื้นฐานเฉพาะบุคคล (Individual Baseline) ควบคู่ไปกับอาการทางคลินิกที่ปรากฏในขณะนั้นเพื่อคัดกรองปัจจัยรบกวนที่อาจทำให้เกิดค่าลวง (Confounding Factors) เช่น พฤติกรรมการสูบบุหรี่ หรือการบริโภคอาหารที่มีไนเตรทสูง การพิจารณา “แนวโน้ม” ของตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินการตอบสนองต่อการรักษาและความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย ซึ่งกระบวนการวิเคราะห์เชิงบูรณาการนี้เองที่เปลี่ยนจากแนวทางการรักษาแบบเหมาโหล (One-size-fits-all) ไปสู่รูปแบบเวชศาสตร์ความแม่นยำ (Precision Medicine) ที่สอดคล้องกับสภาวะที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละรายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การวิเคราะห์และแปลผลระดับ FeNO ในผู้ใหญ่ตามมาตรฐานสากล สามารถแบ่งระดับความสำคัญเชิงคลินิกได้เป็น 3 ระดับหลัก โดยในกลุ่มที่มี ระดับ FeNO ต่ำ (น้อยกว่า 25 ppb) จะสะท้อนถึงสภาวะการอักเสบของทางเดินหายใจที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ บ่งชี้ว่าการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์อาจไม่ให้ประโยชน์เพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยรับการรักษาอยู่แล้ว ผลดังกล่าวจะแสดงถึงประสิทธิภาพในการควบคุมโรคจนเข้าสู่สภาวะสงบ (Clinical Remission)

ในขณะที่ ระดับ FeNO ช่วงกลาง (25–50 ppb) จะถูกจัดว่าเป็น “ช่วงเฝ้าระวัง” (Grey Zone) ซึ่งมีความไม่แน่นอนทางคลินิกสูง เนื่องจากอาจพบค่าในระดับนี้ได้ในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่มีกลไกยับยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์โดยธรรมชาติ หรือในผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ แพทย์จึงมักให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของค่าที่มากกว่า 20% เมื่อเทียบกับผลตรวจครั้งก่อนหน้ามากกว่าการใช้ตัวเลขเดี่ยวในการตัดสินใจ

สำหรับผู้ป่วยที่มี ระดับ FeNO สูง (มากกว่า 50 ppb) จะเป็นดัชนีชี้วัดถึงสภาวะการอักเสบชนิด Eosinophilic อย่างรุนแรง ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงในการเกิดภาวะโรคหืดกำเริบเฉียบพลัน (Exacerbation) โดยสาเหตุของค่าที่สูงผิดปกตินี้อาจเกิดได้จากการขาดวินัยในการใช้ยา เทคนิคการใช้ยาพ่นที่ผิดวิธี หรืออาจบ่งชี้ถึงสภาวะโรคหืดรุนแรงชนิดดื้อต่อการรักษา (Refractory Asthma) ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการรักษาให้เข้มข้นขึ้นเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

 

Related Posts

Shock wave therapy training – basics and practical use

February 14, 2026
ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์สุดพิเศษในงาน Astar Academy ครั้งที่ 1 ที่จะพาคุณไปเจาะลึกทุกมิติของ "Shock Wave Therapy" ตั้งแต่ทฤษฎีพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในระดับสูง โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลก PhD Jakub Taradaj ผู้ซึ่งเป็นบุคคลแถวหน้าในวงการกายภาพบำบัดระดับสากล:

FeNO Test คืออะไร

February 14, 2026
"FeNO Test (Fractional Exhaled Nitric Oxide) คือนวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์ทางสรีรวิทยาเพื่อวัดระดับความเข้มข้นของก๊าซไนตริกออกไซด์ในลมหายใจออก ซึ่งทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้วัดทางชีวภาพ (Biomarker) ที่มีความจำเพาะสูงต่อสภาวะการอักเสบของระบบทางเดินหายใจชนิดอีโอซิโนฟิล

โครงการประชุมวิชาการชมรมกายภาพบำบัดระบบหายใจ หัวใจและหลอดเลือดแห่งประเทศไทย ประจำปี 2568

November 10, 2025
เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ได้มีการจัดงานประชุมวิชาการในหัวข้อ “Physical Therapy Management in Patients on Mechanical Ventilation and Medical Devices” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติทางกายภาพบำบัดในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นสูง