รูปคลื่นพัลส์ มีผลต่อประสิทธิภาพ TMS อย่างไร

June 20, 2026

ไขความลับ Full-Sine Waveform ที่กระตุ้นสมองได้ดีที่สุด

 

LINE OA BOARDCAST 3 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

ทำไม “รูปคลื่น” ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ในวงการกระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ (Transcranial Magnetic Stimulation: TMS) หลายคนอาจคุ้นเคยกับการปรับ “ความเข้ม” ของการกระตุ้นเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง มีตัวแปรหนึ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการกระตุ้นไม่แพ้กัน นั่นคือ รูปร่างของคลื่นพัลส์ (Pulse Waveform)

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PLOS ONE โดยทีมวิจัยจากเยอรมนีและเดนมาร์ก ได้เจาะลึกคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนมานาน เหตุใดคลื่นพัลส์แบบ Full-sine (Biphasic) จึงมีประสิทธิภาพกระตุ้นสมองสูงกว่ารูปแบบอื่น และส่วนใดของคลื่นที่ “ทำงานหนัก” ที่สุดในการกระตุ้นเซลล์ประสาท

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกลไกเบื้องหลังคำถามนี้ ผ่านการทดลองที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ พร้อมแปลความรู้ทางเทคนิคให้เข้าใจง่ายสำหรับผู้ที่ทำงานด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและประสาทวิทยา

หมายเหตุ: แผนภาพประกอบในบทความนี้วาดขึ้นใหม่เพื่อสรุปแนวคิดจากผลการทดลองในงานวิจัยต้นฉบับ ไม่ใช่ภาพถ่ายหรือกราฟต้นฉบับจากบทความ ผู้สนใจภาพต้นฉบับสามารถดูได้ที่ลิงก์อ้างอิงท้ายบทความ

ทำความรู้จักรูปคลื่นพัลส์ TMS สามแบบหลัก

ก่อนเข้าสู่ผลการทดลอง ควรทำความเข้าใจพื้นฐานของรูปคลื่นพัลส์ที่เครื่อง TMS ใช้กันทั่วไปก่อน

รูปแบบคลื่น

ลักษณะ

ทิศทางกระแส

การใช้งานหลัก

Monophasic

กระแสไหลทิศทางเดียว แล้วถูกหน่วง

ทิศทางเดียว

ศึกษาความจำเพาะของทิศทางการกระตุ้น

Half-sine

กระแสไหลครึ่งรอบคลื่น

ทิศทางเดียว

การกระตุ้นแบบ single/paired pulse

Full-sine (Biphasic)

กระแสไหลเต็มรอบคลื่น

สองทิศทางตรงข้ามกัน

rTMS ความถี่สูง (มากกว่า 50 พัลส์/วินาที)

 

เครื่องกระตุ้นแบบ Full-sine ได้รับความนิยมในการทำ rTMS (repetitive TMS) เนื่องจากมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง สามารถนำพลังงานกลับมาใช้ซ้ำได้ ทำให้กระตุ้นซ้ำด้วยความถี่สูงได้โดยไม่สิ้นเปลืองพลังงานมากเกินไป ซึ่งเทคนิคนี้มีประโยชน์ทั้งในการกระตุ้นความยืดหยุ่นของสมอง (neuroplasticity) การรบกวนการทำงานของสมองเฉพาะจุดชั่วคราว และการรักษาความผิดปกติทางสมองหลายชนิด

1 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

เครื่องกระตุ้นแบบ Full-sine ได้รับความนิยมในการทำ rTMS (repetitive TMS) เนื่องจากมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง สามารถนำพลังงานกลับมาใช้ซ้ำได้ ทำให้กระตุ้นซ้ำด้วยความถี่สูงได้โดยไม่สิ้นเปลืองพลังงานมากเกินไป ซึ่งเทคนิคนี้มีประโยชน์ทั้งในการกระตุ้นความยืดหยุ่นของสมอง (neuroplasticity) การรบกวนการทำงานของสมองเฉพาะจุดชั่วคราว และการรักษาความผิดปกติทางสมองหลายชนิด

 

คำถามสำคัญของงานวิจัย: ส่วนไหนของคลื่นที่ “กระตุ้นสมองจริง”

ทีมวิจัยใช้เครื่องกระตุ้นต้นแบบที่เรียกว่า flexTMS ซึ่งสามารถออกแบบรูปคลื่นได้อย่างยืดหยุ่น โดยแบ่งคลื่นออกเป็นช่วงขึ้น (up-segment) ช่วงคงที่ (hold-segment) และช่วงลง (down-segment) ทำให้สามารถปรับแต่งแอมพลิจูด ระยะเวลา และทิศทางกระแสของแต่ละครึ่งคลื่นได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่อง TMS มาตรฐานทั่วไปทำไม่ได้

การทดลองทั้งหมดดำเนินการในอาสาสมัครสุขภาพดี 24 คน อายุเฉลี่ยประมาณ 25 ปี โดยวัดผลผ่านค่า Resting Motor Threshold (RMT) ซึ่งเป็นความเข้มของการกระตุ้นต่ำที่สุดที่ทำให้กล้ามเนื้อมือตอบสนอง (เกิด Motor-Evoked Potential หรือ MEP) ยิ่งค่า RMT ต่ำ หมายความว่าคลื่นนั้นมีประสิทธิภาพกระตุ้นเซลล์ประสาทได้ดีกว่า

การทดลองแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ดังนี้

การทดลองที่ 1: เปรียบเทียบคลื่นทั้งสามแบบด้วยเครื่องเดียวกัน

เพื่อตัดปัจจัยรบกวนจากความแตกต่างของเครื่องกระตุ้นแต่ละยี่ห้อ นักวิจัยใช้เครื่อง flexTMS เครื่องเดียวสร้างคลื่นทั้งสามรูปแบบ ผลการทดลองพบว่า RMT ที่ใช้คลื่น Full-sine ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับคลื่น Half-sine หรือ Monophasic ซึ่งยืนยันว่าความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากการออกแบบเครื่องมือ แต่เกิดจากตัวรูปคลื่นเองจริง ๆ

ที่น่าสนใจคือ แม้ RMT จะต่างกัน แต่ไม่พบความแตกต่างของความชันหรือรูปร่างของกราฟ stimulus-response ระหว่างคลื่นทั้งสามแบบ หมายความว่าเมื่อกระตุ้นเหนือ threshold แล้ว ทั้งสามรูปแบบให้การตอบสนองที่เพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกัน ความแตกต่างจึงอยู่ที่ “จุดเริ่มกระตุ้น” มากกว่า “อัตราการตอบสนอง”

การทดลองที่ 2: ความยาวคลื่นอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ

คำถามต่อมาคือ ประสิทธิภาพที่สูงกว่าของ Full-sine มาจาก “ความยาวพัลส์ที่นานกว่า” หรือมาจาก “รูปร่างคลื่นที่เป็นไซน์สมบูรณ์” กันแน่ นักวิจัยจึงสร้างคลื่นที่มีความยาวเท่ากับ Full-sine (160 ไมโครวินาที) แต่ประกอบด้วยครึ่งคลื่นสองช่วงที่มีทิศทางกระแสเดียวกัน (เรียกว่า PA-PA หรือ AP-AP) แทนที่จะเป็นทิศทางตรงข้ามแบบ Full-sine ปกติ

ผลลัพธ์ชัดเจนมาก คลื่นที่มีสองช่วงทิศทางเดียวกันมีค่า RMT สูงกว่าคลื่น Full-sine อย่างมีนัยสำคัญ และค่า RMT ของคลื่นเหล่านี้ใกล้เคียงกับคลื่น Half-sine ความยาว 80 ไมโครวินาทีมากกว่า นั่นแปลว่าการเพิ่มความยาวคลื่นเฉย ๆ ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือรูปร่างคลื่นที่มีสองครึ่งคลื่นสลับทิศทางกัน ซึ่งสร้างช่วงกลางของสนามไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่ยาวและแรงกว่า

2 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

การทดลองที่ 3: ครึ่งคลื่นไหนสำคัญกว่ากัน

นี่คือหัวใจของงานวิจัยชิ้นนี้ เนื่องจาก Full-sine ประกอบด้วยครึ่งคลื่นสองช่วงที่เหนี่ยวนำกระแสคนละทิศทางในสมอง (Posterior-Anterior หรือ PA และ Anterior-Posterior หรือ AP) นักวิจัยจึงทดสอบว่าหากลดทอนแอมพลิจูดหรือระยะเวลาของครึ่งคลื่นแต่ละช่วง จะส่งผลต่อ RMT แตกต่างกันหรือไม่

ผลการทดลองพบรูปแบบที่น่าสนใจ การลดแอมพลิจูดของครึ่งคลื่นที่เหนี่ยวนำกระแสทิศทาง PA ส่งผลกระทบต่อ RMT มากกว่าการลดครึ่งคลื่นที่เหนี่ยวนำกระแสทิศทาง AP อย่างชัดเจน ไม่ว่าครึ่งคลื่นนั้นจะเป็นช่วงแรกหรือช่วงที่สองของพัลส์ก็ตาม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง — ครึ่งคลื่นที่ทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ประสาทอย่างแท้จริงคือช่วงที่เหนี่ยวนำกระแสทิศทาง PA ส่วนครึ่งคลื่นทิศทาง AP มีบทบาทรองลงมา แม้จะลดแอมพลิจูดลงมากก็ไม่กระทบ RMT มากนัก

สำหรับมิติเรื่อง “ระยะเวลา” ของครึ่งคลื่นนั้น พบว่า RMT มีแนวโน้มต่ำลงเมื่อพัลส์ยาวขึ้น โดยไม่ขึ้นกับว่าครึ่งคลื่นใดถูกขยายเวลา ซึ่งบ่งชี้ว่าผลจากการเปลี่ยนแอมพลิจูดมีอิทธิพลต่อ “ช่วงกลางของสนามไฟฟ้า” มากกว่าการเปลี่ยนระยะเวลา จึงอธิบายได้ว่าทำไมการปรับแอมพลิจูดจึงส่งผลต่อ RMT ชัดเจนกว่าการปรับระยะเวลา

3 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

การทดลองที่ 4: พัลส์ยาวขึ้นแม้ไม่เปลี่ยนช่วงกลางคลื่น ก็ยังกระตุ้นได้ดีขึ้น

การทดลองสุดท้ายทดสอบสมมติฐานที่ต่างออกไป โดยขยายความยาวพัลส์แบบสมมาตร (เพิ่มช่วงเปลี่ยนเฟสที่สนามไฟฟ้าใกล้ศูนย์) โดยไม่แตะต้องช่วงกลางของสนามไฟฟ้าเลย ผลปรากฏว่า RMT ลดลงเมื่อความยาวพัลส์เพิ่มขึ้น และพัลส์ความยาว 240 ไมโครวินาทีมีค่า RMT ต่ำกว่าพัลส์มาตรฐาน 160 ไมโครวินาทีอย่างมีนัยสำคัญ

ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการแยกช่วงไฮเปอร์โพลาไรเซชัน (hyperpolarizing phase) ออกจากช่วงดีโพลาไรเซชัน (depolarizing phase) ด้วยช่วงเวลาสั้น ๆ อาจช่วยให้ช่องโซเดียม (sodium channel) ของเซลล์ประสาทพร้อมทำงานมากขึ้นก่อนถูกกระตุ้นในช่วงดีโพลาไรซ์ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้พัลส์ Full-sine มีประสิทธิภาพเหนือกว่ารูปแบบอื่น

 

สรุปใจความสำคัญ: อะไรทำให้ Full-Sine TMS มีประสิทธิภาพ

จากการทดลองทั้งหมด สามารถสรุปกลไกสำคัญได้ดังนี้

  1. รูปร่างคลื่นสำคัญกว่าความยาวคลื่น — Full-sine มีประสิทธิภาพสูงกว่า Half-sine ไม่ใช่เพราะนานกว่า แต่เพราะมีครึ่งคลื่นสองช่วงที่สลับทิศทางกัน ซึ่งสร้างช่วงกลางของสนามไฟฟ้าที่ยาวและแรงกว่า
  2. ครึ่งคลื่นทิศทาง PA คือตัวกระตุ้นหลัก — ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งแรกหรือที่สองของพัลส์ ครึ่งคลื่นที่เหนี่ยวนำกระแสทิศทาง Posterior-Anterior มีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นเซลล์ประสาทคอร์ติโคสไปนัลมากที่สุด
  3. ครึ่งคลื่นทิศทาง AP อาจลดแอมพลิจูดได้โดยไม่กระทบประสิทธิภาพมากนัก — ซึ่งมีนัยสำคัญในทางวิศวกรรม เพราะความร้อนที่เกิดในขดลวดกระตุ้นแปรผันตามกำลังสองของกระแส การลดแอมพลิจูดของครึ่งคลื่นที่มีผลน้อยจึงอาจช่วยลดความร้อนสะสมของเครื่องมือได้
  4. การแยกเฟสไฟฟ้าด้วยช่วงเวลาสั้น ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ — สนับสนุนแนวคิดเรื่องการกระตุ้นแบบไฮเปอร์โพลาไรซ์ตามด้วยดีโพลาไรซ์ (hyperpolarization-depolarization sequence)

 

ความหมายต่อวงการเวชศาสตร์ฟื้นฟูและประสาทวิทยา

แม้งานวิจัยนี้จะเป็นการศึกษาเชิงสรีรวิทยาพื้นฐานในอาสาสมัครสุขภาพดี แต่ผลลัพธ์มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาเครื่องมือ TMS รุ่นใหม่ที่ใช้ในคลินิกและงานวิจัยทางคลินิก โดยเฉพาะ

  • การออกแบบโปรโตคอล rTMS ให้แม่นยำขึ้น — ความเข้าใจว่าครึ่งคลื่นใดมีบทบาทหลักช่วยให้ปรับพารามิเตอร์การรักษาได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น ทั้งในการรักษาภาวะซึมเศร้า โรคหลอดเลือดสมอง หรือการฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาทสั่งการ
  • การพัฒนาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูงขึ้น — หากสามารถลดแอมพลิจูดของครึ่งคลื่นที่มีผลน้อยได้ จะช่วยลดความร้อนสะสมในขดลวด ทำให้ใช้งานต่อเนื่องได้นานขึ้นโดยไม่ต้องหยุดพักเครื่อง
  • รากฐานสำหรับงานวิจัยด้าน neuromodulation ในอนาคต — องค์ความรู้นี้เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาคลื่นพัลส์รูปแบบใหม่ที่อาจให้ผลการรักษาดีขึ้นโดยใช้พลังงานน้อยลง

ผู้ที่ทำงานด้านอุปกรณ์ TMS หรือเวชศาสตร์ฟื้นฟูทางระบบประสาท ควรติดตามองค์ความรู้ในกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแนวโน้มการพัฒนาเครื่องมือกระตุ้นสมองในอนาคตกำลังมุ่งไปสู่การออกแบบคลื่นพัลส์ที่ยืดหยุ่นและจำเพาะเจาะจงต่อกลไกทางสรีรวิทยามากขึ้นเรื่อย ๆ

 

แหล่งอ้างอิง

Delvendahl I, Gattinger N, Berger T, Gleich B, Siebner HR, Mall V (2014) The Role of Pulse Shape in Motor Cortex Transcranial Magnetic Stimulation Using Full-Sine Stimuli. PLOS ONE 9(12): e115247. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0115247

Related Posts

ถอดรหัส Cortical Silent Period (CSP)

June 20, 2026
เมื่อกล้ามเนื้อ “เงียบ” ลงชั่วขณะหลังถูกกระตุ้นด้วย TMS นั่นไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือสัญญาณจากระบบยับยั้งอันซับซ้อนที่เชื่อมโยงตั้งแต่ไขสันหลังไปจนถึงปมประสาทฐาน บทความนี้พาคุณไปรู้จัก Cortical Silent Period (CSP) อย่างละเอียด ตั้งแต่กลไกพื้นฐาน บทบาทของเส้นทาง Direct, Indirect และ Hyperdirect Pathway ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน ฮันติงตัน ดิสโทเนีย และโรคหลอดเลือดสมอง เหมาะสำหรับนักกายภาพบำบัด แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และผู้สนใจประสาทวิทยาคลินิก

Motor-Threshold Mapping

June 20, 2026
ก่อนเริ่มการรักษาด้วย TMS ทุกครั้ง แพทย์ต้องทำ Motor-Threshold Mapping เพื่อหาค่าความไวของคอร์เทกซ์สั่งการในผู้ป่วยแต่ละราย บทความนี้อธิบายว่ากระบวนการนี้คืออะไร เหตุใดจึงเป็นรากฐานสำคัญของความปลอดภัยและประสิทธิภาพการรักษา และผู้ป่วยจะพบเจอกับขั้นตอนนี้อย่างไรในคลินิก

รูปคลื่นพัลส์ มีผลต่อประสิทธิภาพ TMS อย่างไร

June 20, 2026
เหตุใดคลื่นพัลส์แบบ Full-sine จึงกระตุ้นคอร์เทกซ์สั่งการได้มีประสิทธิภาพกว่ารูปแบบอื่น งานวิจัยนี้ใช้เครื่อง flexTMS ที่ปรับแต่งคลื่นได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ใช่ความยาวคลื่นที่สำคัญ แต่เป็นรูปร่างคลื่นและทิศทางกระแสในแต่ละครึ่งคลื่นต่างหากที่กำหนดประสิทธิภาพการกระตุ้นเซลล์ประสาทคอร์ติโคสไปนัล