ว่าด้วยการกระตุ้นสมองด้วย TMS
Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) หรือการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะ กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในวงการแพทย์ระบบประสาท บทความนี้สรุปสาระสำคัญจากงานทบทวนวรรณกรรมของ Somaa, de Graaf และ Sack (2022) ที่ตีพิมพ์ใน Frontiers in Neurology
TMS คืออะไร และทำงานอย่างไร
TMS เป็นเทคนิคที่ไม่รุกล้ำร่างกาย (non-invasive) โดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ กล่าวคือ กระแสไฟฟ้าถูกปล่อยเข้าสู่ขดลวด TMS ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กตั้งฉากที่ส่งผ่านกะโหลกศีรษะไปยังสมองโดยไม่ต้องผ่าตัด และสร้างสนามไฟฟ้าในเนื้อเยื่อสมองเป้าหมาย
รูปแบบที่ใช้กันมากที่สุดในการรักษาคือ repetitive TMS (rTMS) ซึ่งมีหลักการง่ายๆ ว่า ความถี่ต่ำ (≤1 Hz) จะลดการทำงานของเปลือกสมอง ส่วนความถี่สูง (≥5–20 Hz) จะเพิ่มการทำงานของเปลือกสมอง
ในด้านจิตเวช rTMS ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคซึมเศร้าและ OCD แต่สำหรับโรคทางระบบประสาท สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ประสิทธิภาพในโรคต่างๆ
1. โรคพาร์กินสัน
นับเป็นโรคที่มีหลักฐานสนับสนุนการใช้ TMS มากที่สุดในกลุ่มความผิดปกติของการเคลื่อนไหว rTMS อาจเป็นการรักษาเสริมที่สำคัญสำหรับโรคพาร์กินสัน โดยเฉพาะการกระตุ้นทวิภาคีเหนือบริเวณควบคุมการเคลื่อนไหวช่วยบรรเทาอาการทางมอเตอร์ได้
เป้าหมายที่แนะนำ ได้แก่ primary motor cortex (M1), dorsolateral prefrontal cortex (DLPFC) สำหรับความถี่สูง และ supplementary motor area (SMA) สำหรับความถี่ต่ำ นอกจากนี้ rTMS ยังอาจช่วยรักษาความบกพร่องทางการรับรู้ในพาร์กินสัน โดยมีผลเสริมกับยาโดพามิน
2. อัลไซเมอร์และความบกพร่องทางการรับรู้
การวิเคราะห์อภิมานสองชิ้นพบว่า rTMS อาจเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงความสามารถทางการรับรู้ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระดับเบาถึงปานกลาง รวมถึงผู้ที่มีความบกพร่องทางการรับรู้ระดับเล็กน้อย (MCI)
สิ่งที่น่าสนใจคือ การกระตุ้นหลายตำแหน่งพร้อมกันและการรักษาระยะยาวให้ผลดีกว่าการกระตุ้นตำแหน่งเดียวหรือระยะสั้น และ การฝึกความรู้ความเข้าใจควบคู่กับ rTMS และผู้ป่วยที่มีการศึกษาสูงกว่าดูเหมือนจะได้รับประโยชน์มากกว่า
กลไกที่เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังคือ rTMS ช่วยเพิ่มระดับ BDNF (brain-derived neurotrophic factor) ซึ่งลดลงในสมองส่วน hippocampus ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์
3. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)
เนื่องจาก TMS ไม่มีปฏิกิริยากับยารักษา MS ที่ใช้อยู่ จึงสามารถใช้เป็นการรักษาเสริมสำหรับอาการทางมอเตอร์และประสาทสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HF-rTMS และ intermittent TBS (iTBS) แสดงให้เห็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอาการเกร็ง (spasticity) เมื่อเทียบกับ sham stimulation
4. โรคลมชัก
สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อต่อยา การวิเคราะห์อภิมาน 11 การศึกษาพบผลขนาดกลางที่มีนัยสำคัญในการลดความถี่ของการชัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคลมชักจาก neocortex หรือ cortical dysplasia
5. ความผิดปกติของสติสัมปชัญญะ (Disorders of Consciousness)
แม้จะมีการศึกษาขนาดเล็กที่แสดงให้เห็นประโยชน์บางส่วนของ HF-rTMS ต่อ M1 และ DLPFC ซ้าย แต่ ขนาดตัวอย่างที่เล็กและผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันจากการศึกษาอื่นยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญ
แล้ว TMS ปลอดภัยแค่ไหน
TMS ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย การทบทวนอย่างเป็นระบบของ 93 RCT พบว่าผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือปวดศีรษะและเวียนศีรษะ แต่อัตราการหยุดการรักษาเนื่องจากผลข้างเคียงอยู่ที่เพียง 2.5% ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่ม placebo ที่ 2.7%
ข้อจำกัดและทิศทางในอนาคต
แม้ผลการศึกษาจะน่าสนใจ แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ได้แก่
- ขนาดการศึกษายังเล็ก — ส่วนใหญ่ยังขาดพลังทางสถิติเพียงพอ
- ความแปรปรวนระหว่างบุคคลสูง — TMS protocol เดียวกันอาจให้ผลต่างกันในแต่ละคน
- ขาดมาตรฐาน — ยังไม่มีความเป็นเอกภาพในการเลือก protocol, เป้าหมาย, และวิธีวัดผล
การรักษาด้วย TMS สำหรับโรคระบบประสาทต้องการการสำรวจที่มีทิศทางชัดเจนมากขึ้น โดยการทำให้รูปแบบการศึกษา จุดสิ้นสุดที่วัดผล ความถี่ TMS เป้าหมาย และตัวแปรอื่นๆ เป็นมาตรฐานเดียวกัน
สรุป
TMS เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการรักษาโรคระบบประสาท โดยเฉพาะในฐานะการรักษาเสริมสำหรับผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อยาไม่ดี แม้ยังไม่พร้อมสำหรับการแนะนำอย่างเป็นทางการในหลายโรค แต่หลักฐานที่สะสมอยู่อย่างรวดเร็วชี้ให้เห็นว่า ด้วยการเลือกผู้ป่วย เป้าหมาย และกลยุทธ์ที่เหมาะสม TMS อาจเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยระบบประสาทได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้
อ้างอิง: Somaa FA, de Graaf TA and Sack AT (2022). Transcranial Magnetic Stimulation in the Treatment of Neurological Diseases. Front. Neurol. 13:793253.