การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS : ความหวังใหม่ในการรักษาโรคทางระบบประสาท

May 18, 2026
Physio Education 41 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

ว่าด้วยการกระตุ้นสมองด้วย TMS

Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) หรือการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะ กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในวงการแพทย์ระบบประสาท บทความนี้สรุปสาระสำคัญจากงานทบทวนวรรณกรรมของ Somaa, de Graaf และ Sack (2022) ที่ตีพิมพ์ใน Frontiers in Neurology

TMS คืออะไร และทำงานอย่างไร

TMS เป็นเทคนิคที่ไม่รุกล้ำร่างกาย (non-invasive) โดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ กล่าวคือ กระแสไฟฟ้าถูกปล่อยเข้าสู่ขดลวด TMS ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กตั้งฉากที่ส่งผ่านกะโหลกศีรษะไปยังสมองโดยไม่ต้องผ่าตัด และสร้างสนามไฟฟ้าในเนื้อเยื่อสมองเป้าหมาย

รูปแบบที่ใช้กันมากที่สุดในการรักษาคือ repetitive TMS (rTMS) ซึ่งมีหลักการง่ายๆ ว่า ความถี่ต่ำ (≤1 Hz) จะลดการทำงานของเปลือกสมอง ส่วนความถี่สูง (≥5–20 Hz) จะเพิ่มการทำงานของเปลือกสมอง

ในด้านจิตเวช rTMS ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคซึมเศร้าและ OCD แต่สำหรับโรคทางระบบประสาท สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประสิทธิภาพในโรคต่างๆ

1. โรคพาร์กินสัน

นับเป็นโรคที่มีหลักฐานสนับสนุนการใช้ TMS มากที่สุดในกลุ่มความผิดปกติของการเคลื่อนไหว rTMS อาจเป็นการรักษาเสริมที่สำคัญสำหรับโรคพาร์กินสัน โดยเฉพาะการกระตุ้นทวิภาคีเหนือบริเวณควบคุมการเคลื่อนไหวช่วยบรรเทาอาการทางมอเตอร์ได้

เป้าหมายที่แนะนำ ได้แก่ primary motor cortex (M1), dorsolateral prefrontal cortex (DLPFC) สำหรับความถี่สูง และ supplementary motor area (SMA) สำหรับความถี่ต่ำ นอกจากนี้ rTMS ยังอาจช่วยรักษาความบกพร่องทางการรับรู้ในพาร์กินสัน โดยมีผลเสริมกับยาโดพามิน

2. อัลไซเมอร์และความบกพร่องทางการรับรู้

การวิเคราะห์อภิมานสองชิ้นพบว่า rTMS อาจเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงความสามารถทางการรับรู้ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระดับเบาถึงปานกลาง รวมถึงผู้ที่มีความบกพร่องทางการรับรู้ระดับเล็กน้อย (MCI)

สิ่งที่น่าสนใจคือ การกระตุ้นหลายตำแหน่งพร้อมกันและการรักษาระยะยาวให้ผลดีกว่าการกระตุ้นตำแหน่งเดียวหรือระยะสั้น และ การฝึกความรู้ความเข้าใจควบคู่กับ rTMS และผู้ป่วยที่มีการศึกษาสูงกว่าดูเหมือนจะได้รับประโยชน์มากกว่า

กลไกที่เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังคือ rTMS ช่วยเพิ่มระดับ BDNF (brain-derived neurotrophic factor) ซึ่งลดลงในสมองส่วน hippocampus ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์

3. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)

เนื่องจาก TMS ไม่มีปฏิกิริยากับยารักษา MS ที่ใช้อยู่ จึงสามารถใช้เป็นการรักษาเสริมสำหรับอาการทางมอเตอร์และประสาทสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HF-rTMS และ intermittent TBS (iTBS) แสดงให้เห็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอาการเกร็ง (spasticity) เมื่อเทียบกับ sham stimulation

4. โรคลมชัก

สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อต่อยา การวิเคราะห์อภิมาน 11 การศึกษาพบผลขนาดกลางที่มีนัยสำคัญในการลดความถี่ของการชัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคลมชักจาก neocortex หรือ cortical dysplasia

5. ความผิดปกติของสติสัมปชัญญะ (Disorders of Consciousness)

แม้จะมีการศึกษาขนาดเล็กที่แสดงให้เห็นประโยชน์บางส่วนของ HF-rTMS ต่อ M1 และ DLPFC ซ้าย แต่ ขนาดตัวอย่างที่เล็กและผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันจากการศึกษาอื่นยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญ

Physio Education 42 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

แล้ว TMS ปลอดภัยแค่ไหน

TMS ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย การทบทวนอย่างเป็นระบบของ 93 RCT พบว่าผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือปวดศีรษะและเวียนศีรษะ แต่อัตราการหยุดการรักษาเนื่องจากผลข้างเคียงอยู่ที่เพียง 2.5% ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่ม placebo ที่ 2.7%

ข้อจำกัดและทิศทางในอนาคต

แม้ผลการศึกษาจะน่าสนใจ แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • ขนาดการศึกษายังเล็ก — ส่วนใหญ่ยังขาดพลังทางสถิติเพียงพอ
  • ความแปรปรวนระหว่างบุคคลสูง — TMS protocol เดียวกันอาจให้ผลต่างกันในแต่ละคน
  • ขาดมาตรฐาน — ยังไม่มีความเป็นเอกภาพในการเลือก protocol, เป้าหมาย, และวิธีวัดผล

การรักษาด้วย TMS สำหรับโรคระบบประสาทต้องการการสำรวจที่มีทิศทางชัดเจนมากขึ้น โดยการทำให้รูปแบบการศึกษา จุดสิ้นสุดที่วัดผล ความถี่ TMS เป้าหมาย และตัวแปรอื่นๆ เป็นมาตรฐานเดียวกัน

สรุป

TMS เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการรักษาโรคระบบประสาท โดยเฉพาะในฐานะการรักษาเสริมสำหรับผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อยาไม่ดี แม้ยังไม่พร้อมสำหรับการแนะนำอย่างเป็นทางการในหลายโรค แต่หลักฐานที่สะสมอยู่อย่างรวดเร็วชี้ให้เห็นว่า ด้วยการเลือกผู้ป่วย เป้าหมาย และกลยุทธ์ที่เหมาะสม TMS อาจเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยระบบประสาทได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้


อ้างอิง: Somaa FA, de Graaf TA and Sack AT (2022). Transcranial Magnetic Stimulation in the Treatment of Neurological Diseases. Front. Neurol. 13:793253.

Related Posts

แนวทาง TMS Protocols

June 8, 2026
บทความนี้นำเสนอแนวทางการฝึกอบรมฉบับแรกที่ครอบคลุมที่สุดจากคณะกรรมการ IFCN สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการกระตุ้นสมองแบบไม่รุกล้ำ (NIBS) ทั้ง TMS และ tES โดยแบ่งผู้เรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Technician, Clinician และ Scientist พร้อมกำหนดสมรรถนะที่จำเป็นใน 4 ด้าน คือ ความรู้พื้นฐาน ความปลอดภัยและจริยธรรม ทักษะพื้นฐาน และทักษะขั้นสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติและความปลอดภัยของผู้ป่วยทั่วโลก

Berg Balance Scale

June 8, 2026
Berg Balance Scale (BBS) เป็นแบบประเมินการทรงตัวที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ใช้ประเมินความเสี่ยงการหกล้ม ความสามารถในการทรงตัว และติดตามผลการฟื้นฟูในผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว

Modified Ashworth Scale (MAS)

May 30, 2026
Modified Ashworth Scale (MAS) เป็นมาตรฐานทองในการประเมินภาวะกล้ามเนื้อเกร็งตัว (spasticity) ที่ใช้กันทั่วโลก ด้วยความง่าย รวดเร็ว และไม่ต้องการอุปกรณ์พิเศษ แต่เบื้องหลังความนิยมนั้น MAS มีข้อจำกัดสำคัญที่บุคลากรทางการแพทย์ควรรู้ — ตั้งแต่ inter-rater reliability ที่ปานกลาง ไปจนถึงการที่มาตรวัดนี้วัด "แรงต้าน" ไม่ใช่ "spasticity" โดยตรง บทความนี้อธิบายหลักการ เกณฑ์การให้คะแนน วิธีใช้อย่างถูกต้อง และเปรียบเทียบกับ Modified Tardieu Scale เพื่อช่วยให้เลือกใช้เครื่องมือได้เหมาะสมกับแต่ละบริบทคลินิก