สถานการณ์ปัจจุบัน อุปสรรค และทิศทางในอนาคต
โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ได้แก่ โรคหืดและ COPD ส่งผลกระทบต่อประชากรสหราชอาณาจักร 1 ใน 5 คน และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของประเทศ Spirometry ยังคงเป็นมาตรฐานทองคำสำหรับการวินิจฉัยและติดตามโรคเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การทดสอบนี้มีข้อจำกัดสำคัญ: ต้องการความร่วมมืออย่างเต็มที่และความพยายามจากผู้ป่วย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจรุนแรง
ยิ่งไปกว่านั้น Spirometry มีความไวต่ำต่อโรคที่ทางเดินหายใจขนาดเล็ก (Small Airways ≤ 2 มม.) ซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นแรกสุดของโรคและอาจเกิดขึ้นก่อนที่จะมีอาการหรือการเปลี่ยนแปลงใน Spirometry — เรียกบริเวณนี้ว่า ‘Silent Zone’ ของโรคปอด
ทำไม Oscillometry จึงน่าสนใจกว่าทางเลือกอื่น
มีเทคนิคทางเลือกหลายอย่างที่ช่วยอุดช่องว่างนี้ได้ เช่น Multiple Breath Nitrogen Washout (MBNW), Whole-body Plethysmography, Hyperpolarised Xenon MRI และ Oscillometry ทว่าเทคนิคส่วนใหญ่ต้องการก๊าซทางการแพทย์พิเศษ อุปกรณ์ขนาดใหญ่ และมีต้นทุนสูง ทำให้ Oscillometry โดดเด่นขึ้นมา
Oscillometry ครอบคลุมทั้ง Forced Oscillation Technique (FOT) และ Impulse Oscillometry System (IOS) ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านระบบทางเดินหายใจขณะหายใจตามปกติ วัดทั้ง Airflow Resistance (Rrs) และ Lung Reactance (Xrs) ได้พร้อมกัน โดยความถี่สูง (เช่น 19–20 Hz) สะท้อนทางเดินหายใจส่วนกลาง และความถี่ต่ำ (เช่น 5 Hz) สามารถเจาะลึกไปยังทางเดินหายใจส่วนปลาย
วิธีวิจัย: การสำรวจระดับชาติผ่านช่องทางออนไลน์
การออกแบบการศึกษาและกลุ่มตัวอย่าง
การศึกษานี้ใช้การสำรวจออนไลน์แบบ Cross-sectional (E-survey) ผสม Mixed-methods โดยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมของมหาวิทยาลัย Portsmouth กลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในแผนกระบบทางเดินหายใจของ NHS สหราชอาณาจักร ได้แก่ Respiratory Physiologists, Clinical Scientists, PTP/STP นักศึกษา และพยาบาลวิจัย
ช่องทางการเผยแพร่แบบสอบถาม
- ส่งผ่านอีเมลสมาชิก ARTP (Association for Respiratory Technology and Physiology)
- เผยแพร่ผ่าน LinkedIn, X (Twitter), เว็บไซต์และฟอรัม ARTP
- ใช้ Snowball Sampling เพื่อขยายการเข้าถึง
- สำรวจในช่วงเดือนธันวาคม 2023 – มกราคม 2024 (เปิดรับ 1 เดือน)
แบบสอบถาม 30 ข้อใน 4 หมวด
- หมวด 1: ลักษณะของหน่วยบริการ
- หมวด 2: การใช้งาน Oscillometry, ข้อบ่งชี้ และอุปสรรคในการนำมาใช้
- หมวด 3: ด้านเทคนิคและการแปลผล
- หมวด 4: การฝึกอบรมและการศึกษา
ผลการสำรวจ: ตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงในสหราชอาณาจักร
มีการตอบกลับทั้งสิ้น 46 ราย หักออกสองรายที่เป็นต่างประเทศและซ้ำกัน เหลือ 42 หน่วยบริการ NHS ที่ใช้ได้ กระจายทั่วอังกฤษ (83%), สกอตแลนด์ (10%), เวลส์ (5%) และไอร์แลนด์เหนือ (2%)
ตารางที่ 1: ผลการสำรวจสำคัญของ Geeves et al. (2026)
|
ตัวเลข |
% |
ข้อค้นพบ |
|
42 |
100% |
หน่วยบริการ NHS ที่ตอบแบบสอบถาม (อังกฤษ 83%, สกอตแลนด์ 10%, เวลส์ 5%, ไอร์แลนด์เหนือ 2%) |
|
17 |
40% |
หน่วยบริการที่มีอุปกรณ์ Oscillometry (FOT: Resmon Pro 47%, IOS: Vyntus IOS 47%, tremoflo 1 ราย) |
|
11 |
69% |
ของผู้มีอุปกรณ์ที่ใช้ในทางคลินิกจริง (ไม่ใช่แค่งานวิจัย) |
|
14 |
57% |
ของบริการที่ใช้ Oscillometry รายงานว่าใช้กับผู้ใหญ่เป็นหลัก (เด็ก 21%, ทั้งสอง 21%) |
|
14 |
100% |
ของบริการที่ใช้ Oscillometry ใช้กับโรคหืด — ทุกรายโดยไม่มีข้อยกเว้น |
|
8 |
57% |
ใช้ใน COPD | 43% ใช้ใน Bronchiectasis | 29% ใน Cystic Fibrosis | 21% ใน ILD |
|
12 |
86% |
เหตุผลหลักในการใช้: ผู้ป่วยไม่สามารถทำ Spirometry ที่ยอมรับได้ทางเทคนิค |
|
12 |
50% |
ของบริการที่ยังไม่มีอุปกรณ์กำลังพิจารณาซื้อภายใน 5 ปี |
|
16 |
67% |
อุปสรรคหลัก: ขาดเงินทุน (Funding) |
|
36 |
86% |
มองว่าแพทย์ระบบทางเดินหายใจมีความเข้าใจ Oscillometry ‘น้อย’ + 10% มองว่า ‘ไม่มีเลย’ |
|
40 |
95% |
สนับสนุนให้ ARTP พัฒนาแนวทางระดับชาติสำหรับ Oscillometry |
ลักษณะของหน่วยบริการที่ตอบแบบสอบถาม
หน่วยบริการส่วนใหญ่อยู่ในระดับ Secondary Care (69%) รองลงมาเป็น Tertiary / Specialist Centers (29%) และ Primary Care เพียง 1 ราย (2%) บุคลากรระบบทางเดินหายใจเต็มเวลาต่อหน่วยบริการมีค่ากลาง 7.4 คน (พิสัย 1–23 คน) โดยหน่วยบริการที่มีอุปกรณ์ Oscillometry มีบุคลากรมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด (ค่ากลาง 9 คน เทียบกับ 4 คนในหน่วยที่ไม่มีอุปกรณ์)
น่าสนใจว่า 71% ของหน่วยบริการที่มีอุปกรณ์ Oscillometry เป็นสมาชิก University Hospital Association เทียบกับเพียง 25% ของหน่วยที่ไม่มีอุปกรณ์ ชี้ว่าความเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาอาจเป็นปัจจัยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้
การใช้งาน Oscillometry ในทางคลินิก: โรคอะไร ผู้ป่วยกลุ่มไหน
ข้อบ่งชี้หลักในการใช้ Oscillometry
บริการทุกแห่งที่ใช้ Oscillometry รายงานว่าใช้กับผู้ป่วยโรคหืด (100%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Oscillometry ได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลโรคหืดในสหราชอาณาจักร เหตุผลเพราะ Oscillometry มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจจับ Small Airway Disease และระบุผู้ป่วยที่ควบคุมโรคหืดได้ไม่ดี แม้ Spirometry จะยังปกติ
เหตุผลสำคัญในการเลือกใช้ Oscillometry (86%): ผู้ป่วยทำ Spirometry ไม่ได้
เหตุผลที่พบบ่อยที่สุดในการส่งผู้ป่วยมาตรวจ Oscillometry คือ ผู้ป่วยไม่สามารถทำ Spirometry ที่ยอมรับได้ทางเทคนิค ซึ่งครอบคลุมกลุ่มต่าง ๆ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดทางระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อ และผู้ป่วยที่อาการกำเริบเฉียบพลัน
การใช้งานเพิ่มเติมนอกเหนือจากโรคหืด
- COPD: 57% — ใช้ประเมิน Expiratory Flow Limitation, Dynamic Hyperinflation และ Phenotyping
- Bronchiectasis: 43%
- Cystic Fibrosis: 29%
- Interstitial Lung Disease (ILD): 21%
- Lung Cancer: 14%
- อื่น ๆ: Preschool Wheeze, Upper Airway Obstruction (29%)
- Reversibility Testing: 21% | Bronchial Challenge: 7% | Asthma Clinic Workup
ขั้นตอนทางเทคนิคและความแตกต่างในทางปฏิบัติ
ผู้ดำเนินการทดสอบและคุณสมบัติ
การทดสอบ Oscillometry ดำเนินการโดย Respiratory Physiologists (88%) รวมผู้ฝึกงาน, Clinical Scientists (88%) และ Senior Physiologists (82%) โดยส่วนใหญ่ถือคุณวุฒิ ARTP Part 1 (77%), ARTP Part 2 (71%), STP (82%) หรือ ARTP Practitioner Accreditation (77%)
มาตรฐานที่ปฏิบัติตาม: ERS Technical Standards 2020
บริการทุกแห่งที่ใช้ Oscillometry (100%) รายงานว่าปฏิบัติตาม ERS Technical Standards 2020 สำหรับเกณฑ์การยอมรับและการทำซ้ำ โดยต้องได้อย่างน้อย 3 การวัดที่ยอมรับได้ โดย CoV ≤ 10% ในผู้ใหญ่และ ≤ 15% ในเด็กสำหรับ Rrs ที่ความถี่ต่ำสุด
ประเด็นที่ยังขาดความสม่ำเสมอในทางปฏิบัติ
- วิธีประคองแก้ม (Cheek Support)
71% ของบริการให้ผู้ป่วยประคองแก้มเอง ขณะที่ 24% ให้เจ้าหน้าที่ประคองแทน และ 13% ให้ผู้ปกครองประคองในกรณีเด็ก ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญทางคลินิก เพราะงานวิจัยพบว่าการให้ผู้ป่วยประคองแก้มเองอาจทำให้ค่า Rrs และ Xrs ที่ 5 Hz สูงขึ้นและต่ำลงตามลำดับเมื่อเทียบกับการให้เจ้าหน้าที่ประคอง
- การควบคุมคุณภาพทางชีววิทยา (Biological Quality Control)
มีเพียง 35% ของบริการที่ทำ BioQC สม่ำเสมอ ทั้งที่ ERS แนะนำให้ทำอย่างน้อยรายสัปดาห์สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจสะท้อนว่าความถี่ในการใช้ Oscillometry ในทางคลินิกยังค่อนข้างต่ำ
- การทำ Slow Vital Capacity (SVC) ควบคู่
65% ของบริการไม่ทำ SVC ควบคู่กับ Oscillometry โดยให้เหตุผลว่าปกติทำใน Spirometry Session อยู่แล้ว แม้ว่า SVC ระหว่าง Oscillometry จะช่วยประเมิน Closing Volume ได้
การรายงานผลและการแปลผล: ความหลากหลายที่ยังน่าเป็นห่วง
ค่าที่รายงานในทางคลินิก
ค่าที่รายงานบ่อยที่สุดในรายงานผลทางคลินิก ได้แก่:
- Rrs 5 Hz (R5): 71% — ค่าที่รายงานบ่อยที่สุด
- Xrs 5 Hz (X5): 59%
- Rrs 20 Hz (R20): 53%
- R5–R20: 47%
- Area of Reactance (AX): 41%
ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับ International Delphi Study ล่าสุดที่แนะนำให้รายงาน R5, X5 และ AX เป็นขั้นต่ำสำหรับโรคหืดและ COPD
การใช้ Z-scores กับ % Predicted
94% ของบริการที่ใช้ Oscillometry รายงานผลเป็น Z-scores ซึ่งเป็นวิธีที่แนะนำโดย International Delphi Study เนื่องจาก % Predicted ไม่คำนึงถึงตัวแปรอื่น ๆ เช่น อายุ เพศ และส่วนสูง อย่างไรก็ตาม 31% ของบริการไม่แน่ใจว่าใช้ค่าอ้างอิงชุดใด และแหล่งอ้างอิงหลักที่ระบุคือ Oostveen et al.
ข้อมูลทางเทคนิคในรายงาน: ยังขาดความสมบูรณ์
|
ข้อมูลทางเทคนิคในรายงาน |
สัดส่วนที่รวมไว้ |
|
ชนิดอุปกรณ์, จำนวน Trials และ Z Filter |
47% |
|
ยี่ห้อ / รุ่นของอุปกรณ์ |
35% |
|
Coefficient of Variation (CoV) |
59% |
|
วิธีประคองแก้ม (Cheek Support) |
0% — ไม่มีบริการใดระบุเลย |
|
ไม่รวมข้อมูลใดเลยในรายงาน |
39% |
|
⚠️ น่าเป็นห่วง: ไม่มีบริการใดเลยที่ระบุวิธีประคองแก้มในรายงานผล ทั้งที่วิธีประคองแก้มส่งผลต่อค่า Rrs และ Xrs อย่างมีนัยสำคัญ ⚠️ 39% ของบริการไม่รวมข้อมูลทางเทคนิคใด ๆ ในรายงาน ทำให้การแปลผลและการเปรียบเทียบข้ามหน่วยบริการเป็นเรื่องยาก |
อุปสรรคต่อการนำ Oscillometry มาใช้ในวงกว้าง
อุปสรรคหลัก: งบประมาณและความต้องการทางคลินิก
ในบรรดาบริการที่ยังไม่มีอุปกรณ์และไม่ได้วางแผนซื้อในระยะใกล้ อุปสรรคที่ระบุบ่อยที่สุดคือ ขาดเงินทุน (67%) และความต้องการทางคลินิกไม่เพียงพอ ในขณะที่ 50% ของบริการที่ไม่มีอุปกรณ์กำลังพิจารณาซื้อภายใน 5 ปี ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน
ช่องว่างด้านความรู้: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรู้จัก Oscillometry แค่ไหน
ผลการสำรวจเผยให้เห็นช่องว่างความรู้ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง:
- 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าแพทย์ระบบทางเดินหายใจมีความเข้าใจ Oscillometry ‘น้อย’
- 10% มองว่า ‘ไม่มีความเข้าใจเลย’
- มีเพียง 5% ที่มองว่าแพทย์มีความเชี่ยวชาญ
- 74% รายงานว่าระดับความเข้าใจของแพทย์แตกต่างกันมากภายในแผนกเดียวกัน
ความไม่รู้นี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะ British Thoracic Society (BTS) ยังไม่มีแนวทางหรือการฝึกอบรมเกี่ยวกับ Oscillometry และยังไม่ถูกรวมไว้ใน NICE Guidelines สำหรับโรคหืดหรือ COPD
การฝึกอบรม: ยังพึ่งพาผู้ผลิตเป็นหลัก
มีเพียง 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ได้รับการฝึกอบรม Oscillometry อย่างเป็นทางการจากผู้ผลิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความรู้ส่วนใหญ่ยังเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือจากเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่ผ่านระบบการศึกษาที่เป็นทางการ
ทิศทางในอนาคต: จากห้องปฏิบัติการสู่ชุมชน
ความต้องการแนวทางระดับชาติจาก ARTP
95% ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนให้ ARTP พัฒนาแนวทางระดับชาติสำหรับ Oscillometry โดยครอบคลุมประเด็น:
- โปรโตคอลมาตรฐานสำหรับการทดสอบและการประกันคุณภาพ
- ข้อกำหนดขั้นต่ำในการรายงานผลทางคลินิก
- การฝึกอบรมและพัฒนาทีมระบบทางเดินหายใจ รวมถึงแพทย์และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
- คำแนะนำสำหรับการจัดทำ Business Case เพื่อขอซื้ออุปกรณ์ใน NHS
โอกาสจาก Community Diagnostic Centre (CDC) Programme
โครงการ CDC ที่เปิดตัวในสหราชอาณาจักรปี 2021 มุ่งขยายความสามารถในการวินิจฉัยทั้งระบบทางเดินหายใจและระบบอื่น เพิ่มการเข้าถึงบริการใกล้บ้านผู้ป่วย และลดภาระของโรงพยาบาล ซึ่งเปิดโอกาสให้ Oscillometry ถูกนำมาบูรณาการในชุมชนได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของ Direct Access สำหรับโรคหืดและ COPD
ศักยภาพในโครงการคัดกรองมะเร็งปอด
Oscillometry ยังมีศักยภาพในการตรวจจับ Small Airway Dysfunction ในผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ แม้ว่าการตรวจ Low-dose CT จะยังไม่พบ Emphysema ชัดเจน ซึ่งอาจใช้เป็นหลักฐานเชิงวัตถุวิสัยในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยเลิกบุหรี่ สอดคล้องกับแนวทาง NHS 10-year Health Plan ที่เน้นการป้องกันผ่านการตรวจจับโรคระยะต้น
สิ่งที่ยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติม
- การศึกษาในประชากรสหราชอาณาจักรโดยเฉพาะ เพื่อประเมิน Sensitivity และ Specificity ของ Oscillometry
- Prospective Clinical Trials เพื่อประเมินความสามารถในการวินิจฉัยเมื่อใช้โดยไม่มี Spirometry
- การศึกษาขีดความสามารถของ Oscillometry ในฐานะ Screening Tool ในกลุ่มเสี่ยง
- การพัฒนาค่าอ้างอิง (Reference Values) ที่ครอบคลุมประชากรหลากหลายกลุ่มในสหราชอาณาจักร
|
🔭 วิสัยทัศน์: หาก Oscillometry ได้รับการสนับสนุนด้านมาตรฐาน การฝึกอบรม และหลักฐานเพิ่มเติม มีศักยภาพที่จะ: ✅ ขยายการเข้าถึงการตรวจสมรรถภาพปอดในชุมชน ✅ ตรวจจับโรคระบบทางเดินหายใจระยะต้นในกลุ่มเสี่ยง ✅ ให้ทางเลือกที่เป็นมิตรกับผู้ป่วยแทนหรือเสริม Spirometry ✅ ลดภาระของโรงพยาบาลด้วยการกระจายบริการสู่ชุมชน |
บทสรุป
การสำรวจระดับชาติครั้งแรกนี้เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า Oscillometry กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในสหราชอาณาจักร แต่การนำไปใช้ยังไม่สม่ำเสมอและกระจายไม่ทั่วถึง มีความแตกต่างกันมากในขั้นตอนการทดสอบ การรายงานผล และระดับความเชี่ยวชาญของบุคลากร
ข้อสรุปหลักที่สำคัญ: Oscillometry ถูกใช้เป็นหลักในโรคหืดและสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถทำ Spirometry ได้ ไม่ใช่เครื่องมือทดแทน Spirometry แต่เป็นเครื่องมือเสริมที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในมิติที่ Spirometry ไม่สามารถบอกได้
การพัฒนาแนวทางระดับชาติโดย ARTP ร่วมกับการลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากรและการขยายหลักฐานทางคลินิก คือก้าวถัดไปที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการนำ Oscillometry มาใช้อย่างแพร่หลายในการดูแลผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจของสหราชอาณาจักร
เอกสารอ้างอิง
- Geeves ME, Hughes MJ, Griffin HS, Sylvester KP, Saynor ZL. (2026). Current use and future potential of oscillometry in UK lung function testing: a national survey. BMJ Open Respir Res, 13(1): e003786. DOI: 10.1136/bmjresp-2025-003786.
- Shirai T., Kurosawa H. (2016). Clinical Application of the Forced Oscillation Technique. Internal Medicine, 55: 559–566.
- Michlovitz, S. L. (2011). Modalities for Therapeutic Intervention (5th ed.). F.A. Davis Company.
- Oostveen E., Macleod D., Lorino H., et al. (2003). The forced oscillation technique in clinical practice: methodology, recommendations and future developments. Eur Respir J, 22: 1026–1041.
- ERS Technical Standards. (2020). European Respiratory Society Technical Standards for Oscillometry. European Respiratory Journal.
- Chung KF, et al. (International Delphi Study). Consensus for routinely reporting R5, X5 and AX in asthma and COPD. Respiratory Medicine.