Oscillometry ในบริการตรวจสมรรถภาพปอดในประเทศอังกฤษ

June 30, 2026

สถานการณ์ปัจจุบัน อุปสรรค และทิศทางในอนาคต

TREMOFLO Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ได้แก่ โรคหืดและ COPD ส่งผลกระทบต่อประชากรสหราชอาณาจักร 1 ใน 5 คน และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของประเทศ Spirometry ยังคงเป็นมาตรฐานทองคำสำหรับการวินิจฉัยและติดตามโรคเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การทดสอบนี้มีข้อจำกัดสำคัญ: ต้องการความร่วมมืออย่างเต็มที่และความพยายามจากผู้ป่วย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจรุนแรง

ยิ่งไปกว่านั้น Spirometry มีความไวต่ำต่อโรคที่ทางเดินหายใจขนาดเล็ก (Small Airways ≤ 2 มม.) ซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นแรกสุดของโรคและอาจเกิดขึ้นก่อนที่จะมีอาการหรือการเปลี่ยนแปลงใน Spirometry — เรียกบริเวณนี้ว่า ‘Silent Zone’ ของโรคปอด

ทำไม Oscillometry จึงน่าสนใจกว่าทางเลือกอื่น

มีเทคนิคทางเลือกหลายอย่างที่ช่วยอุดช่องว่างนี้ได้ เช่น Multiple Breath Nitrogen Washout (MBNW), Whole-body Plethysmography, Hyperpolarised Xenon MRI และ Oscillometry ทว่าเทคนิคส่วนใหญ่ต้องการก๊าซทางการแพทย์พิเศษ อุปกรณ์ขนาดใหญ่ และมีต้นทุนสูง ทำให้ Oscillometry โดดเด่นขึ้นมา

Oscillometry ครอบคลุมทั้ง Forced Oscillation Technique (FOT) และ Impulse Oscillometry System (IOS) ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านระบบทางเดินหายใจขณะหายใจตามปกติ วัดทั้ง Airflow Resistance (Rrs) และ Lung Reactance (Xrs) ได้พร้อมกัน โดยความถี่สูง (เช่น 19–20 Hz) สะท้อนทางเดินหายใจส่วนกลาง และความถี่ต่ำ (เช่น 5 Hz) สามารถเจาะลึกไปยังทางเดินหายใจส่วนปลาย

วิธีวิจัย: การสำรวจระดับชาติผ่านช่องทางออนไลน์

การออกแบบการศึกษาและกลุ่มตัวอย่าง

การศึกษานี้ใช้การสำรวจออนไลน์แบบ Cross-sectional (E-survey) ผสม Mixed-methods โดยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมของมหาวิทยาลัย Portsmouth กลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในแผนกระบบทางเดินหายใจของ NHS สหราชอาณาจักร ได้แก่ Respiratory Physiologists, Clinical Scientists, PTP/STP นักศึกษา และพยาบาลวิจัย

ช่องทางการเผยแพร่แบบสอบถาม

  • ส่งผ่านอีเมลสมาชิก ARTP (Association for Respiratory Technology and Physiology)
  • เผยแพร่ผ่าน LinkedIn, X (Twitter), เว็บไซต์และฟอรัม ARTP
  • ใช้ Snowball Sampling เพื่อขยายการเข้าถึง
  • สำรวจในช่วงเดือนธันวาคม 2023 – มกราคม 2024 (เปิดรับ 1 เดือน)

แบบสอบถาม 30 ข้อใน 4 หมวด

  • หมวด 1: ลักษณะของหน่วยบริการ
  • หมวด 2: การใช้งาน Oscillometry, ข้อบ่งชี้ และอุปสรรคในการนำมาใช้
  • หมวด 3: ด้านเทคนิคและการแปลผล
  • หมวด 4: การฝึกอบรมและการศึกษา

 

ผลการสำรวจ: ตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงในสหราชอาณาจักร

มีการตอบกลับทั้งสิ้น 46 ราย หักออกสองรายที่เป็นต่างประเทศและซ้ำกัน เหลือ 42 หน่วยบริการ NHS ที่ใช้ได้ กระจายทั่วอังกฤษ (83%), สกอตแลนด์ (10%), เวลส์ (5%) และไอร์แลนด์เหนือ (2%)

 

ตารางที่ 1: ผลการสำรวจสำคัญของ Geeves et al. (2026)

ตัวเลข

%

ข้อค้นพบ

42

100%

หน่วยบริการ NHS ที่ตอบแบบสอบถาม (อังกฤษ 83%, สกอตแลนด์ 10%, เวลส์ 5%, ไอร์แลนด์เหนือ 2%)

17

40%

หน่วยบริการที่มีอุปกรณ์ Oscillometry (FOT: Resmon Pro 47%, IOS: Vyntus IOS 47%, tremoflo 1 ราย)

11

69%

ของผู้มีอุปกรณ์ที่ใช้ในทางคลินิกจริง (ไม่ใช่แค่งานวิจัย)

14

57%

ของบริการที่ใช้ Oscillometry รายงานว่าใช้กับผู้ใหญ่เป็นหลัก (เด็ก 21%, ทั้งสอง 21%)

14

100%

ของบริการที่ใช้ Oscillometry ใช้กับโรคหืด — ทุกรายโดยไม่มีข้อยกเว้น

8

57%

ใช้ใน COPD | 43% ใช้ใน Bronchiectasis | 29% ใน Cystic Fibrosis | 21% ใน ILD

12

86%

เหตุผลหลักในการใช้: ผู้ป่วยไม่สามารถทำ Spirometry ที่ยอมรับได้ทางเทคนิค

12

50%

ของบริการที่ยังไม่มีอุปกรณ์กำลังพิจารณาซื้อภายใน 5 ปี

16

67%

อุปสรรคหลัก: ขาดเงินทุน (Funding)

36

86%

มองว่าแพทย์ระบบทางเดินหายใจมีความเข้าใจ Oscillometry ‘น้อย’ + 10% มองว่า ‘ไม่มีเลย’

40

95%

สนับสนุนให้ ARTP พัฒนาแนวทางระดับชาติสำหรับ Oscillometry

 

ลักษณะของหน่วยบริการที่ตอบแบบสอบถาม

หน่วยบริการส่วนใหญ่อยู่ในระดับ Secondary Care (69%) รองลงมาเป็น Tertiary / Specialist Centers (29%) และ Primary Care เพียง 1 ราย (2%) บุคลากรระบบทางเดินหายใจเต็มเวลาต่อหน่วยบริการมีค่ากลาง 7.4 คน (พิสัย 1–23 คน) โดยหน่วยบริการที่มีอุปกรณ์ Oscillometry มีบุคลากรมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด (ค่ากลาง 9 คน เทียบกับ 4 คนในหน่วยที่ไม่มีอุปกรณ์)

น่าสนใจว่า 71% ของหน่วยบริการที่มีอุปกรณ์ Oscillometry เป็นสมาชิก University Hospital Association เทียบกับเพียง 25% ของหน่วยที่ไม่มีอุปกรณ์ ชี้ว่าความเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาอาจเป็นปัจจัยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้

 

การใช้งาน Oscillometry ในทางคลินิก: โรคอะไร ผู้ป่วยกลุ่มไหน

ข้อบ่งชี้หลักในการใช้ Oscillometry

บริการทุกแห่งที่ใช้ Oscillometry รายงานว่าใช้กับผู้ป่วยโรคหืด (100%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Oscillometry ได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลโรคหืดในสหราชอาณาจักร เหตุผลเพราะ Oscillometry มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจจับ Small Airway Disease และระบุผู้ป่วยที่ควบคุมโรคหืดได้ไม่ดี แม้ Spirometry จะยังปกติ

เหตุผลสำคัญในการเลือกใช้ Oscillometry (86%): ผู้ป่วยทำ Spirometry ไม่ได้

เหตุผลที่พบบ่อยที่สุดในการส่งผู้ป่วยมาตรวจ Oscillometry คือ ผู้ป่วยไม่สามารถทำ Spirometry ที่ยอมรับได้ทางเทคนิค ซึ่งครอบคลุมกลุ่มต่าง ๆ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดทางระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อ และผู้ป่วยที่อาการกำเริบเฉียบพลัน

การใช้งานเพิ่มเติมนอกเหนือจากโรคหืด

  • COPD: 57% — ใช้ประเมิน Expiratory Flow Limitation, Dynamic Hyperinflation และ Phenotyping
  • Bronchiectasis: 43%
  • Cystic Fibrosis: 29%
  • Interstitial Lung Disease (ILD): 21%
  • Lung Cancer: 14%
  • อื่น ๆ: Preschool Wheeze, Upper Airway Obstruction (29%)
  • Reversibility Testing: 21% | Bronchial Challenge: 7% | Asthma Clinic Workup

 

ขั้นตอนทางเทคนิคและความแตกต่างในทางปฏิบัติ

ผู้ดำเนินการทดสอบและคุณสมบัติ

การทดสอบ Oscillometry ดำเนินการโดย Respiratory Physiologists (88%) รวมผู้ฝึกงาน, Clinical Scientists (88%) และ Senior Physiologists (82%) โดยส่วนใหญ่ถือคุณวุฒิ ARTP Part 1 (77%), ARTP Part 2 (71%), STP (82%) หรือ ARTP Practitioner Accreditation (77%)

มาตรฐานที่ปฏิบัติตาม: ERS Technical Standards 2020

บริการทุกแห่งที่ใช้ Oscillometry (100%) รายงานว่าปฏิบัติตาม ERS Technical Standards 2020 สำหรับเกณฑ์การยอมรับและการทำซ้ำ โดยต้องได้อย่างน้อย 3 การวัดที่ยอมรับได้ โดย CoV ≤ 10% ในผู้ใหญ่และ ≤ 15% ในเด็กสำหรับ Rrs ที่ความถี่ต่ำสุด

ประเด็นที่ยังขาดความสม่ำเสมอในทางปฏิบัติ

  1. วิธีประคองแก้ม (Cheek Support)

71% ของบริการให้ผู้ป่วยประคองแก้มเอง ขณะที่ 24% ให้เจ้าหน้าที่ประคองแทน และ 13% ให้ผู้ปกครองประคองในกรณีเด็ก ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญทางคลินิก เพราะงานวิจัยพบว่าการให้ผู้ป่วยประคองแก้มเองอาจทำให้ค่า Rrs และ Xrs ที่ 5 Hz สูงขึ้นและต่ำลงตามลำดับเมื่อเทียบกับการให้เจ้าหน้าที่ประคอง

  1. การควบคุมคุณภาพทางชีววิทยา (Biological Quality Control)

มีเพียง 35% ของบริการที่ทำ BioQC สม่ำเสมอ ทั้งที่ ERS แนะนำให้ทำอย่างน้อยรายสัปดาห์สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจสะท้อนว่าความถี่ในการใช้ Oscillometry ในทางคลินิกยังค่อนข้างต่ำ

  1. การทำ Slow Vital Capacity (SVC) ควบคู่

65% ของบริการไม่ทำ SVC ควบคู่กับ Oscillometry โดยให้เหตุผลว่าปกติทำใน Spirometry Session อยู่แล้ว แม้ว่า SVC ระหว่าง Oscillometry จะช่วยประเมิน Closing Volume ได้

 

การรายงานผลและการแปลผล: ความหลากหลายที่ยังน่าเป็นห่วง

ค่าที่รายงานในทางคลินิก

ค่าที่รายงานบ่อยที่สุดในรายงานผลทางคลินิก ได้แก่:

  • Rrs 5 Hz (R5): 71% — ค่าที่รายงานบ่อยที่สุด
  • Xrs 5 Hz (X5): 59%
  • Rrs 20 Hz (R20): 53%
  • R5–R20: 47%
  • Area of Reactance (AX): 41%

ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับ International Delphi Study ล่าสุดที่แนะนำให้รายงาน R5, X5 และ AX เป็นขั้นต่ำสำหรับโรคหืดและ COPD

การใช้ Z-scores กับ % Predicted

94% ของบริการที่ใช้ Oscillometry รายงานผลเป็น Z-scores ซึ่งเป็นวิธีที่แนะนำโดย International Delphi Study เนื่องจาก % Predicted ไม่คำนึงถึงตัวแปรอื่น ๆ เช่น อายุ เพศ และส่วนสูง อย่างไรก็ตาม 31% ของบริการไม่แน่ใจว่าใช้ค่าอ้างอิงชุดใด และแหล่งอ้างอิงหลักที่ระบุคือ Oostveen et al.

ข้อมูลทางเทคนิคในรายงาน: ยังขาดความสมบูรณ์

 

ข้อมูลทางเทคนิคในรายงาน

สัดส่วนที่รวมไว้

ชนิดอุปกรณ์, จำนวน Trials และ Z Filter

47%

ยี่ห้อ / รุ่นของอุปกรณ์

35%

Coefficient of Variation (CoV)

59%

วิธีประคองแก้ม (Cheek Support)

0% — ไม่มีบริการใดระบุเลย

ไม่รวมข้อมูลใดเลยในรายงาน

39%

 

⚠️  น่าเป็นห่วง: ไม่มีบริการใดเลยที่ระบุวิธีประคองแก้มในรายงานผล

      ทั้งที่วิธีประคองแก้มส่งผลต่อค่า Rrs และ Xrs อย่างมีนัยสำคัญ

⚠️  39% ของบริการไม่รวมข้อมูลทางเทคนิคใด ๆ ในรายงาน

      ทำให้การแปลผลและการเปรียบเทียบข้ามหน่วยบริการเป็นเรื่องยาก

 

อุปสรรคต่อการนำ Oscillometry มาใช้ในวงกว้าง

อุปสรรคหลัก: งบประมาณและความต้องการทางคลินิก

ในบรรดาบริการที่ยังไม่มีอุปกรณ์และไม่ได้วางแผนซื้อในระยะใกล้ อุปสรรคที่ระบุบ่อยที่สุดคือ ขาดเงินทุน (67%) และความต้องการทางคลินิกไม่เพียงพอ ในขณะที่ 50% ของบริการที่ไม่มีอุปกรณ์กำลังพิจารณาซื้อภายใน 5 ปี ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน

ช่องว่างด้านความรู้: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรู้จัก Oscillometry แค่ไหน

ผลการสำรวจเผยให้เห็นช่องว่างความรู้ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง:

  • 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าแพทย์ระบบทางเดินหายใจมีความเข้าใจ Oscillometry ‘น้อย’
  • 10% มองว่า ‘ไม่มีความเข้าใจเลย’
  • มีเพียง 5% ที่มองว่าแพทย์มีความเชี่ยวชาญ
  • 74% รายงานว่าระดับความเข้าใจของแพทย์แตกต่างกันมากภายในแผนกเดียวกัน

ความไม่รู้นี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะ British Thoracic Society (BTS) ยังไม่มีแนวทางหรือการฝึกอบรมเกี่ยวกับ Oscillometry และยังไม่ถูกรวมไว้ใน NICE Guidelines สำหรับโรคหืดหรือ COPD

การฝึกอบรม: ยังพึ่งพาผู้ผลิตเป็นหลัก

มีเพียง 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ได้รับการฝึกอบรม Oscillometry อย่างเป็นทางการจากผู้ผลิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความรู้ส่วนใหญ่ยังเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือจากเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่ผ่านระบบการศึกษาที่เป็นทางการ

 

ทิศทางในอนาคต: จากห้องปฏิบัติการสู่ชุมชน

ความต้องการแนวทางระดับชาติจาก ARTP

95% ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนให้ ARTP พัฒนาแนวทางระดับชาติสำหรับ Oscillometry โดยครอบคลุมประเด็น:

  • โปรโตคอลมาตรฐานสำหรับการทดสอบและการประกันคุณภาพ
  • ข้อกำหนดขั้นต่ำในการรายงานผลทางคลินิก
  • การฝึกอบรมและพัฒนาทีมระบบทางเดินหายใจ รวมถึงแพทย์และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
  • คำแนะนำสำหรับการจัดทำ Business Case เพื่อขอซื้ออุปกรณ์ใน NHS

โอกาสจาก Community Diagnostic Centre (CDC) Programme

โครงการ CDC ที่เปิดตัวในสหราชอาณาจักรปี 2021 มุ่งขยายความสามารถในการวินิจฉัยทั้งระบบทางเดินหายใจและระบบอื่น เพิ่มการเข้าถึงบริการใกล้บ้านผู้ป่วย และลดภาระของโรงพยาบาล ซึ่งเปิดโอกาสให้ Oscillometry ถูกนำมาบูรณาการในชุมชนได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของ Direct Access สำหรับโรคหืดและ COPD

ศักยภาพในโครงการคัดกรองมะเร็งปอด

Oscillometry ยังมีศักยภาพในการตรวจจับ Small Airway Dysfunction ในผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ แม้ว่าการตรวจ Low-dose CT จะยังไม่พบ Emphysema ชัดเจน ซึ่งอาจใช้เป็นหลักฐานเชิงวัตถุวิสัยในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยเลิกบุหรี่ สอดคล้องกับแนวทาง NHS 10-year Health Plan ที่เน้นการป้องกันผ่านการตรวจจับโรคระยะต้น

สิ่งที่ยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติม

  • การศึกษาในประชากรสหราชอาณาจักรโดยเฉพาะ เพื่อประเมิน Sensitivity และ Specificity ของ Oscillometry
  • Prospective Clinical Trials เพื่อประเมินความสามารถในการวินิจฉัยเมื่อใช้โดยไม่มี Spirometry
  • การศึกษาขีดความสามารถของ Oscillometry ในฐานะ Screening Tool ในกลุ่มเสี่ยง
  • การพัฒนาค่าอ้างอิง (Reference Values) ที่ครอบคลุมประชากรหลากหลายกลุ่มในสหราชอาณาจักร

 

🔭  วิสัยทัศน์: หาก Oscillometry ได้รับการสนับสนุนด้านมาตรฐาน การฝึกอบรม

      และหลักฐานเพิ่มเติม มีศักยภาพที่จะ:

  ✅  ขยายการเข้าถึงการตรวจสมรรถภาพปอดในชุมชน

  ✅  ตรวจจับโรคระบบทางเดินหายใจระยะต้นในกลุ่มเสี่ยง

  ✅  ให้ทางเลือกที่เป็นมิตรกับผู้ป่วยแทนหรือเสริม Spirometry

  ✅  ลดภาระของโรงพยาบาลด้วยการกระจายบริการสู่ชุมชน

 

บทสรุป

การสำรวจระดับชาติครั้งแรกนี้เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า Oscillometry กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในสหราชอาณาจักร แต่การนำไปใช้ยังไม่สม่ำเสมอและกระจายไม่ทั่วถึง มีความแตกต่างกันมากในขั้นตอนการทดสอบ การรายงานผล และระดับความเชี่ยวชาญของบุคลากร

ข้อสรุปหลักที่สำคัญ: Oscillometry ถูกใช้เป็นหลักในโรคหืดและสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถทำ Spirometry ได้ ไม่ใช่เครื่องมือทดแทน Spirometry แต่เป็นเครื่องมือเสริมที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในมิติที่ Spirometry ไม่สามารถบอกได้

การพัฒนาแนวทางระดับชาติโดย ARTP ร่วมกับการลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากรและการขยายหลักฐานทางคลินิก คือก้าวถัดไปที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการนำ Oscillometry มาใช้อย่างแพร่หลายในการดูแลผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจของสหราชอาณาจักร

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Geeves ME, Hughes MJ, Griffin HS, Sylvester KP, Saynor ZL. (2026). Current use and future potential of oscillometry in UK lung function testing: a national survey. BMJ Open Respir Res, 13(1): e003786. DOI: 10.1136/bmjresp-2025-003786.
  2. Shirai T., Kurosawa H. (2016). Clinical Application of the Forced Oscillation Technique. Internal Medicine, 55: 559–566.
  3. Michlovitz, S. L. (2011). Modalities for Therapeutic Intervention (5th ed.). F.A. Davis Company.
  4. Oostveen E., Macleod D., Lorino H., et al. (2003). The forced oscillation technique in clinical practice: methodology, recommendations and future developments. Eur Respir J, 22: 1026–1041.
  5. ERS Technical Standards. (2020). European Respiratory Society Technical Standards for Oscillometry. European Respiratory Journal.
  6. Chung KF, et al. (International Delphi Study). Consensus for routinely reporting R5, X5 and AX in asthma and COPD. Respiratory Medicine.

 

Related Posts

Oscillometry ในบริการตรวจสมรรถภาพปอดในประเทศอังกฤษ

June 30, 2026
การสำรวจ NHS 42 หน่วยบริการในสหราชอาณาจักรชี้ว่า Oscillometry (FOT/IOS) ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดความสม่ำเสมอในทางปฏิบัติ ขาดแนวทางระดับชาติ และแพทย์ส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจน้อย บทความนี้วิเคราะห์ผลสำรวจ อุปสรรค และทิศทางการพัฒนาในอนาคต

ISO 9001:2015 ทำไมผู้จำหน่ายเครื่องมือแพทย์ถึงขาดไม่ได้?

June 29, 2026
ในอุตสาหกรรมที่ทุกกระบวนการส่งผลต่อชีวิตผู้ป่วย ISO 9001:2015 ไม่ใช่แค่ใบรับรองติดผนัง แต่คือรากฐานของระบบบริหารคุณภาพที่ช่วยให้ผู้จำหน่ายเครื่องมือแพทย์สร้างความน่าเชื่อถือ เข้าถึงตลาดโรงพยาบาล และเตรียมพร้อมสู่มาตรฐาน ISO 13485

Foundations of Electrotherapy ตอนที่ 3: กระแสบำบัดเฉพาะชนิดและหลักการตัดสินใจ

June 25, 2026
Russian Current ต่างจาก NMES ทั่วไปอย่างไร? IFC quadripolar กระตุ้นลึกกว่า TENS เพราะอะไร? และ Microcurrent 500 µA เพิ่ม ATP synthesis ได้ 500% จริงหรือ? บทความสุดท้ายของชุด Electrotherapy ตอบครบทุกคำถาม