พื้นที่บรอดมันน์ ( Brodmann Areas ) คืออะไร

ตุลาคม 24, 2026

จุดเริ่มต้นของเรื่องราว: ชายผู้มองเห็นแผนที่ในเนื้อสมอง

ย้อนกลับไปในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ขณะที่วงการแพทย์ยังรู้จักสมองเพียงในภาพรวมว่าแบ่งเป็นกลีบสมองใหญ่ ๆ สี่กลีบ นักกายวิภาคศาสตร์หนุ่มชาวเยอรมันนามว่า Korbinian Brodmann (ค.ศ. 1868–1918) กลับนั่งเพ่งมองเนื้อเยื่อสมองภายใต้กล้องจุลทรรศน์อยู่หลายชั่วโมงในแต่ละวัน เขาตั้งคำถามที่ไม่มีใครเคยตั้งมาก่อนอย่างจริงจัง นั่นคือ หากสมองแต่ละส่วนทำหน้าที่ต่างกัน โครงสร้างของเซลล์ประสาทในแต่ละส่วนนั้นจะมีหน้าตาต่างกันด้วยหรือไม่

Brodmann ใช้เทคนิคการย้อมสีเนื้อเยื่อที่เรียกว่า Nissl stain ซึ่งเป็นสีย้อมพื้นฐานที่จับกับสารพันธุกรรมและไรโบโซมในตัวเซลล์ประสาท (เรียกว่า Nissl substance) ทำให้มองเห็นรูปร่าง ขนาด และการเรียงตัวของเซลล์ประสาทได้อย่างชัดเจนภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เมื่อเขาไล่ตรวจสอบเนื้อเยื่อสมองทีละตำแหน่งอย่างเป็นระบบ เขาพบว่าคอร์เทกซ์สมอง (cerebral cortex) ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อสีเทาที่หุ้มผิวนอกของสมองนั้น ไม่ได้มีโครงสร้างเหมือนกันทุกจุดดังที่เคยเข้าใจกัน แต่กลับมีรูปแบบการเรียงตัวของเซลล์ที่แตกต่างกันไปตามตำแหน่ง ราวกับผืนผ้าที่ทอด้วยลวดลายหลากหลายบนผืนเดียวกัน

จากการสังเกตอย่างพิถีพิถันนี้ Brodmann ได้จำแนกคอร์เทกซ์สมองมนุษย์ออกเป็น 52 บริเวณ และกำหนดหมายเลขกำกับแต่ละบริเวณตามลำดับที่เขาศึกษา ไม่ใช่ตามตำแหน่งทางกายวิภาค ผลงานชิ้นสำคัญนี้ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1909 ภายใต้ชื่อ Vergleichende Lokalisationslehre der Grosshirnrinde และกลายเป็นรากฐานของสิ่งที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า พื้นที่บรอดมันน์ หรือ Brodmann areas (BA)

Line OA 1 3 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจสมรรถภาพปอด

สิ่งที่ควรรู้: หมายเลขบรอดมันน์ไม่ได้สะท้อนตำแหน่งที่อยู่ติดกัน

ข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้เรียนคือ หมายเลขพื้นที่บรอดมันน์ไม่ได้เรียงต่อเนื่องกันตามตำแหน่งทางกายวิภาคเสมอไป ตัวอย่างเช่น พื้นที่ 17 (คอร์เทกซ์การมองเห็น) อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ 18 และ 19 ในแง่ลำดับที่ค้นพบ แต่กลับอยู่ติดกันทางกายวิภาค ในขณะที่บางหมายเลขที่ใกล้เคียงกันอาจอยู่ห่างไกลกันมากบนผิวสมอง นอกจากนี้ ยังพบว่าหมายเลขเดียวกันในมนุษย์และสัตว์ตระกูลไพรเมตชนิดอื่น ไม่ได้หมายถึงบริเวณที่ทำหน้าที่เหมือนกันเสมอไป (not necessarily homologous) จึงต้องตีความด้วยความระมัดระวังเมื่อใช้ข้อมูลจากงานวิจัยในสัตว์ทดลอง

เดินทางสำรวจพื้นที่สำคัญของสมอง

แม้ Brodmann จะจำแนกคอร์เทกซ์ออกเป็น 52 บริเวณ แต่ในทางคลินิกและการเรียนการสอน มีเพียงไม่กี่บริเวณที่ถูกอ้างอิงถึงบ่อยครั้งที่สุด เนื่องจากมีความสัมพันธ์ชัดเจนกับหน้าที่ทางระบบประสาทที่สำคัญ ตารางด้านล่างสรุปพื้นที่บรอดมันน์ที่นักศึกษากายภาพบำบัดและแพทย์ควรรู้จักเป็นอย่างดี

พื้นที่บรอดมันน์

ชื่อ/ตำแหน่ง

หน้าที่หลัก

3, 1, 2

คอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกายปฐมภูมิ (Primary somatosensory cortex)

รับและแปลผลความรู้สึกสัมผัส อุณหภูมิ ตำแหน่งข้อต่อ (proprioception) แรงสั่นสะเทือน และความเจ็บปวดจากซีกร่างกายตรงข้าม

4

คอร์เทกซ์สั่งการปฐมภูมิ (Primary motor cortex)

ควบคุมการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อโดยสมัครใจของซีกร่างกายตรงข้าม เรียงลำดับตามแผนที่ motor homunculus

5

คอร์เทกซ์เชื่อมโยงรับความรู้สึกทางกาย (Somatosensory association cortex)

บูรณาการข้อมูลสัมผัสกับการรับรู้เชิงพื้นที่ ช่วยวางแผนการเคลื่อนไหวด้วยสองมือ

6

พรีมอเตอร์คอร์เทกซ์และซัพพลีเมนทารีมอเตอร์แอเรีย (Premotor & supplementary motor area)

วางแผนและจัดลำดับการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อน ควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวและส่วนต้นแขนขา เตรียมพร้อมก่อนสั่งการจริง

9, 10

พรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์ด้านข้างบนและด้านหน้า (Dorsolateral & anterior prefrontal cortex)

วางแผน จัดระบบความคิด ความจำใช้งาน (working memory) การตัดสินใจ และการคิดเชิงบริหาร (executive function)

17

คอร์เทกซ์การมองเห็นปฐมภูมิ (V1) (Primary visual cortex)

รับและแปลผลข้อมูลภาพจากจอตา เป็นจุดเริ่มต้นของการประมวลผลภาพในสมอง

22, 39, 40

เวอร์นิเก้แอเรีย (Wernicke’s area)

เข้าใจและตีความภาษา ทั้งจากการฟังและการอ่าน เชื่อมโยงเสียงกับความหมาย

41, 42

คอร์เทกซ์การได้ยินปฐมภูมิ (Primary auditory cortex)

รับและแปลผลข้อมูลเสียงเบื้องต้น จำแนกความถี่เสียง

44, 45

โบรคาแอเรีย (Broca’s area)

วางแผนและสั่งการกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด จัดเรียงโครงสร้างประโยคและไวยากรณ์

Line OA 2 3 Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจสมรรถภาพปอด

แถบสั่งการและแถบรับความรู้สึก: เพื่อนบ้านที่ทำงานคนละหน้าที่

หนึ่งในความสัมพันธ์ทางกายวิภาคที่สวยงามที่สุดในสมองมนุษย์คือ ตำแหน่งของคอร์เทกซ์สั่งการปฐมภูมิ (area 4) ที่อยู่บน precentral gyrus กับคอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกายปฐมภูมิ (areas 3, 1, 2) ที่อยู่บน postcentral gyrus ทั้งสองแถบนี้ถูกคั่นกลางด้วยร่องสมองที่เรียกว่า central sulcus (Rolandic fissure) เปรียบเสมือนถนนสองเลนที่วิ่งขนานกัน เลนหนึ่งส่งคำสั่งออกไปยังกล้ามเนื้อ อีกเลนหนึ่งรับสัญญาณกลับเข้ามาจากผิวหนังและข้อต่อ

ทั้งสองพื้นที่นี้มีการจัดระเบียบแบบแผนที่ร่างกาย (somatotopic organization) หรือที่รู้จักกันในชื่อ homunculus กล่าวคือ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะถูกแทนด้วยพื้นที่บนคอร์เทกซ์ที่มีขนาดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความละเอียดของการควบคุมหรือการรับความรู้สึกที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น มือ นิ้วมือ ริมฝีปาก และลิ้น ซึ่งต้องการความแม่นยำสูง จะมีพื้นที่คอร์เทกซ์ขนาดใหญ่ผิดสัดส่วนเมื่อเทียบกับลำตัวหรือขาซึ่งมีพื้นที่คอร์เทกซ์ค่อนข้างเล็ก องค์ความรู้นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักกายภาพบำบัดในการเข้าใจว่าเหตุใดผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองบางรายจึงสูญเสียการควบคุมมือได้มากกว่าขา แม้พยาธิสภาพจะอยู่ในตำแหน่งที่ดูใกล้เคียงกัน

พื้นที่ภาษา: เมื่อสมองสองซีกไม่เท่ากัน

ระบบภาษาของมนุษย์อาศัยการทำงานร่วมกันของสองพื้นที่หลักที่อยู่คนละตำแหน่งแต่เชื่อมโยงกันด้วยใยประสาท ได้แก่ โบรคาแอเรีย (areas 44, 45) ซึ่งอยู่บริเวณกลีบหน้าส่วนล่าง ทำหน้าที่วางแผนการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดและจัดเรียงโครงสร้างไวยากรณ์ของประโยค และเวอร์นิเก้แอเรีย (areas 22, 39, 40) ซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกลีบขมับและกลีบข้าง ทำหน้าที่ตีความความหมายของภาษาที่ได้ยินหรืออ่าน

สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่ภาษาทั้งสองนี้มักอยู่ที่ซีกสมองข้างเดียวในคนส่วนใหญ่ โดยทั่วไปคือซีกซ้าย แม้ในผู้ที่ถนัดมือซ้ายก็ตาม ความไม่สมมาตรของสมองในแง่การทำหน้าที่นี้เรียกว่า hemispheric lateralization ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่นักศึกษาแพทย์และกายภาพบำบัดต้องเข้าใจก่อนประเมินผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพทางสมองซีกใดซีกหนึ่ง

จากกล้องจุลทรรศน์สู่เตียงผู้ป่วย: ความสำคัญทางคลินิก

คุณค่าที่แท้จริงของแผนที่บรอดมันน์ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำไปประยุกต์ใช้ในการประเมินและวินิจฉัยผู้ป่วยทางคลินิก เมื่อเกิดพยาธิสภาพในสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) เนื้องอกในสมอง หรือการบาดเจ็บที่ศีรษะ อาการทางคลินิกที่ปรากฏมักสะท้อนตำแหน่งของพื้นที่บรอดมันน์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง การเข้าใจความสัมพันธ์นี้ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถคาดการณ์ตำแหน่งพยาธิสภาพจากอาการทางคลินิก และในทางกลับกัน สามารถคาดการณ์อาการที่อาจเกิดขึ้นจากตำแหน่งพยาธิสภาพที่ทราบจากภาพถ่ายทางรังสีวิทยาได้เช่นกัน

พื้นที่ที่เสียหาย

อาการทางคลินิกที่พบ

3, 1, 2

สูญเสียการรับสัมผัสละเอียด การรับรู้ตำแหน่งข้อต่อ อาจเกิด astereognosis (คลำวัตถุแล้วบอกไม่ได้ว่าคืออะไร) และ agraphesthesia

4

กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรืออัมพาตครึ่งซีกตรงข้าม (contralateral hemiparesis/hemiplegia) ใบหน้าเบี้ยว

6

เคลื่อนไหวหยาบ ไม่ประสานกัน (kinetic apraxia) วางแผนการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนบกพร่อง

9, 10

กลุ่มอาการบกพร่องการบริหารจัดการ (dysexecutive syndrome) การตัดสินใจและความจำใช้งานบกพร่อง

17

สูญเสียลานสายตาบางส่วนหรือทั้งหมด (cortical blindness) ตามตำแหน่งที่ถูกทำลาย

22, 39, 40

ภาวะเสียการสื่อภาษาแบบเวอร์นิเก้ (Wernicke’s aphasia) พูดคล่องแต่เนื้อหาไม่ปะติดปะต่อ และเข้าใจภาษาผู้อื่นบกพร่อง

44, 45

ภาวะเสียการสื่อภาษาแบบโบรคา (Broca’s aphasia) พูดติดขัด ไม่คล่อง แต่ยังเข้าใจภาษาที่ได้ยินได้ดี

กรณีศึกษาสมมติเพื่อการเรียนรู้

ลองจินตนาการถึงผู้ป่วยชายวัย 65 ปี มาด้วยอาการแขนขวาอ่อนแรงเฉียบพลันร่วมกับพูดไม่คล่อง แต่ยังเข้าใจคำสั่งและตอบคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ได้ถูกต้อง ลักษณะอาการเช่นนี้ชี้ไปที่พยาธิสภาพบริเวณคอร์เทกซ์สั่งการปฐมภูมิซีกซ้าย (area 4) ที่ส่งผลให้แขนขวาอ่อนแรง ร่วมกับความเสียหายของโบรคาแอเรีย (areas 44, 45) ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดภาวะเสียการสื่อภาษาแบบโบรคา การวิเคราะห์เช่นนี้คือทักษะสำคัญที่นักกายภาพบำบัดและแพทย์ใช้ในการวางแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอย่างตรงจุด

การประยุกต์ใช้ในเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด

  • การประเมินกำลังกล้ามเนื้อและรูปแบบการอ่อนแรง ช่วยระบุตำแหน่งพยาธิสภาพที่เป็นไปได้ตามแผนที่ homunculus บน area 4
  • การประเมินภาวะเสียการสื่อภาษา (aphasia) ช่วยแยกแยะว่าพยาธิสภาพอยู่ที่พื้นที่สั่งการพูด (Broca) หรือพื้นที่ความเข้าใจภาษา (Wernicke) ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการฝึกพูดและการสื่อสารทางเลือก
  • การใช้เทคนิคการกระตุ้นสมองแบบไม่ลุกล้ำ (non-invasive brain stimulation) เช่น TMS หรือ tDCS ที่อ้างอิงตำแหน่งตามพื้นที่บรอดมันน์เพื่อกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของคอร์เทกซ์เฉพาะจุด
  • การแปลผลภาพถ่ายทางรังสีวิทยา เช่น MRI หรือ fMRI ที่มักอ้างอิงตำแหน่งรอยโรคตามหมายเลขพื้นที่บรอดมันน์ร่วมกับชื่อกายวิภาคของไจรัส (gyrus) และร่อง (sulcus)

ข้อจำกัดที่ควรทราบ

แม้แผนที่บรอดมันน์จะยังคงเป็นเครื่องมืออ้างอิงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมานานกว่าศตวรรษ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรตระหนัก กล่าวคือ ขอบเขตที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ในสมองของแต่ละบุคคลสามารถแปรผันได้ และการระบุตำแหน่งจากภาพถ่ายทางรังสีวิทยาเพียงอย่างเดียว เช่น fMRI เป็นเพียงการประมาณตำแหน่งเชิงหน้าที่ (functional localization) เท่านั้น การยืนยันขอบเขตที่แน่นอนทางกายวิภาคจำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางจุลพยาธิวิทยา (histological examination) ของเนื้อเยื่อสมองจริง ซึ่งไม่สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่มีชีวิต ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยรุ่นหลังจึงได้พัฒนาแผนที่คอร์เทกซ์แบบละเอียดขึ้น เช่น แผนที่ของ von Economo และ Koskinas ในปี ค.ศ. 1925 เพื่อเสริมความแม่นยำให้มากยิ่งขึ้น

สรุปและข้อคิดสำหรับผู้เรียน

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งร้อยปีนับตั้งแต่ Korbinian Brodmann ตีพิมพ์ผลงานอันเป็นที่มาของแผนที่สมองที่ใช้ชื่อของเขาเอง แผนที่นี้ยังคงยืนหยัดเป็นภาษากลางที่เชื่อมโยงนักกายวิภาคศาสตร์ นักประสาทวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักกายภาพบำบัดเข้าด้วยกัน ความงดงามของเรื่องราวนี้อยู่ที่การที่นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างเซลล์ที่มองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ กับหน้าที่การทำงานอันซับซ้อนของสมองที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

สำหรับนักศึกษากายภาพบำบัดและแพทย์ การทำความเข้าใจพื้นที่บรอดมันน์ไม่ใช่เพียงการท่องจำหมายเลขและชื่อเท่านั้น แต่คือการสร้างกรอบความคิดเชื่อมโยงระหว่างตำแหน่งทางกายวิภาคกับอาการทางคลินิกที่พบในผู้ป่วยจริง ทักษะนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของการประเมิน การตั้งเป้าหมายการรักษา และการวางแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพตลอดเส้นทางวิชาชีพ

เอกสารอ้างอิง (References)

Brodmann, K. (1909). Vergleichende Lokalisationslehre der Grosshirnrinde in ihren Prinzipien dargestellt auf Grund des Zellenbaues. Leipzig: Johann Ambrosius Barth.

Damiani, D., Nascimento, A. M., & Pereira, L. K. (2020). Cortical Brain Functions – The Brodmann Legacy in the 21st Century. Brazilian Neurosurgery, 39(4), 261–270. https://doi.org/10.1055/s-0036-1597573

Ferng, A. (2023). Brodmann areas. Kenhub. Retrieved from https://www.kenhub.com/en/library/anatomy/brodmann-areas

Michlovitz, S. L. (2011). Modalities for Therapeutic Intervention (5th ed.). Philadelphia: F.A. Davis Company.

Penfield, W., & Boldrey, E. (1937). Somatic motor and sensory representation in the cerebral cortex of man as studied by electrical stimulation. Brain, 60(4), 389–443. https://doi.org/10.1093/brain/60.4.389

Wikipedia contributors. (2026). Brodmann area. In Wikipedia, The Free Encyclopedia. Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Brodmann_area

Related Posts

โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) กับการรักษาด้วย TMS ที่ DLPFC

ตุลาคม 24, 2026
โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ Obsessive-Compulsive Disorder (OCD) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของวงจรประสาท Cortico-Striato-Thalamo-Cortical ที่ทำงานวนซ้ำไม่หยุด การรักษาด้วย Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) จึงเข้ามาเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาและจิตบำบัด บทความนี้พาผู้อ่านสำรวจทั้งตำแหน่งเป้าหมายที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ (dmPFC/ACC) และตำแหน่ง DLPFC ที่มีหลักฐานสนับสนุนเช่นกัน พร้อมอธิบายความแตกต่าง กลไก และข้อบ่งชี้ทางคลินิกอย่างตรงไปตรงมา

TMS กระตุ้น M1 รักษาอาการปวดเรื้อรังได้อย่างไร? กลไกและหลักฐานงานวิจัย

ตุลาคม 24, 2026
Primary Motor Cortex หรือ M1 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะศูนย์ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย แท้จริงแล้วยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความเจ็บปวดเรื้อรังอีกด้วย การกระตุ้นบริเวณนี้ด้วย TMS ความถี่สูงได้รับการยอมรับว่ามีหลักฐานทางคลินิกระดับสูงสุดสำหรับอาการปวดประสาท บทความนี้พาผู้อ่านสำรวจกลไกเบื้องหลัง หลักการจับคู่ตำแหน่งตามแผนที่ Somatotopic และข้อบ่งชี้ทางคลินิกของการรักษานี้อย่างเป็นระบบ

TMS รักษา PTSD: เป้าหมายที่ Right Dorsolateral Prefrontal Cortex

ตุลาคม 24, 2026
ผู้ป่วยโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD มักมีรูปแบบการทำงานของสมองที่ไม่สมดุล โดย Amygdala ทำงานมากเกินไปขณะที่ Right Dorsolateral Prefrontal Cortex ทำงานลดลง การรักษาด้วย rTMS ที่ตำแหน่งนี้จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อปรับสมดุลวงจรดังกล่าว บทความนี้พาผู้อ่านสำรวจกลไก หลักฐานงานวิจัยที่ยังมีความไม่สอดคล้องกันระหว่างความถี่ต่ำและสูง และนัยสำคัญทางคลินิก