Spinal Cord Assessment Tool for Spastic Reflexes (SCATS)

มิถุนายน 19, 2026

การประเมินรีเฟล็กซ์เกร็งกระตุกเชิงสรีรวิทยา

ภาวะเกร็งกล้ามเนื้อ (Spasticity) ในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังไม่ได้แสดงออกในรูปแบบเดียว แต่มีหลายลักษณะที่แตกต่างกันตามกลไกของรีเฟล็กซ์ที่เกี่ยวข้อง Spinal Cord Assessment Tool for Spastic Reflexes (SCATS) จึงถูกพัฒนาขึ้นเป็นเครื่องมือเชิงสรีรวิทยา (physiologically based) เพื่อตอบสนองความต้องการเครื่องมือทางคลินิกที่เป็นมาตรฐาน เรียบง่าย และครอบคลุมรีเฟล็กซ์เกร็งกระตุกหลักที่พบในประชากรผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง

จุดเด่นของ SCATS คือการแบ่งการประเมินออกเป็น 3 กลุ่มย่อยที่แยกประเมินรีเฟล็กซ์เกร็งกระตุกแต่ละชนิดอย่างชัดเจน ได้แก่ clonus, flexor spasm และ extensor spasm ทำให้แพทย์และนักกายภาพบำบัดสามารถระบุชนิดและความรุนแรงของภาวะเกร็งที่ผู้ป่วยแต่ละรายเผชิญได้อย่างจำเพาะเจาะจง

โครงสร้างและวิธีการตรวจ

SCATS เป็นเครื่องมือที่ต้องดำเนินการโดยผู้ตรวจ (clinician-administered) และจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมก่อนใช้งาน ประกอบด้วย 3 กลุ่มย่อย ดังนี้

Clonus

ตรวจโดยการทำ rapid passive dorsiflexion ที่ข้อเท้าอย่างรวดเร็ว ให้คะแนนความรุนแรงตั้งแต่ 0 (ไม่มีอาการเกร็งกระตุก) ถึง 3 (อาการเกร็งกระตุกรุนแรง คงอยู่นานกว่า 10 วินาที)

Flexor Spasm

ตรวจโดยให้สิ่งกระตุ้นแบบ pinprick ที่บริเวณ medial arch ของฝ่าเท้า ขณะที่เข่าและสะโพกอยู่ในท่าเหยียดตรง ให้คะแนนตั้งแต่ 0 (ไม่มีอาการเกร็งกระตุก) ถึง 3 (อาการเกร็งกระตุกรุนแรง มีการงอสะโพกและเข่ามากกว่า 30 องศา)

Extensor Spasm

ตรวจโดยการเหยียดข้อสะโพกและข้อเข่าจากท่าที่งอสะโพก 90 องศาและงอเข่า 110 องศา ให้คะแนนตั้งแต่ 0 (ไม่มีอาการเกร็งกระตุก) ถึง 3 (อาการเกร็งกระตุกรุนแรง คงอยู่นานกว่า 10 วินาที)

แต่ละกลุ่มย่อยใช้เวลาตรวจรวดเร็วมาก (น้อยกว่า 5 วินาทีในการกระตุ้น) แต่หากเกิดอาการเกร็งกระตุกขึ้นจริง ระยะเวลาที่อาการคงอยู่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละผู้ป่วย และอาจคงอยู่นานได้

ข้อพิจารณาทางคลินิก

แม้ SCATS จะมีความครอบคลุมในการแยกแยะรีเฟล็กซ์เกร็งกระตุกทั้ง 3 ประเภทได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญที่ผู้ใช้งานควรตระหนัก เครื่องมือนี้ไม่ได้เก็บข้อมูลมุมมองของผู้ป่วยต่ออาการเกร็งกระตุก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจรับรู้ว่าอาการเกร็งกระตุกบางอย่างมีประโยชน์ต่อตนเอง เช่น ช่วยในการทรงตัวหรือการเคลื่อนไหวบางอย่าง

เนื่องจากอาการเกร็งกระตุกมักสร้างความไม่สบายตัวแก่ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง และมีคำแนะนำให้ใช้ SCATS ร่วมกับแบบประเมิน self-report เสมอ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาระต่อผู้ป่วยสูงทั้งในแง่ระยะเวลาและความรู้สึกไม่สบายตัว ทั้งนี้ การตรวจ SCATS สามารถทำได้ทั้งในสถานพยาบาลและระหว่างการเยี่ยมบ้านผู้ป่วย

หลักฐานเชิงประจักษ์

ความน่าเชื่อถือ (Reliability) — ระดับสูง

จากการศึกษาพบว่า SCATS มีค่า test-retest kappa coefficient ในระดับสูง (κ = 0.614±0.08 ถึง 1.000±0.08) และค่า inter-rater kappa coefficient ในระดับสูงเช่นกัน (κ = 0.669±1.000, P < .01)

ความตรง (Validity) — ระดับปานกลางถึงสูง

SCATS แสดงความสัมพันธ์ระดับสูงกับการวัดเชิง kinematic และ electromyography (r = 0.69–0.94, P < .01) นอกจากนี้คะแนน SCATS extensor ยังมีความสัมพันธ์ระดับสูงกับ Ashworth Scale ที่สะโพก (r = 0.98) ที่เข่า (r = 0.88) และที่ข้อเท้า (r = 0.61)

อีกการศึกษาหนึ่งพบว่าคะแนน SCATS clonus มีความสัมพันธ์ระดับปานกลางถึงสูงกับ Modified Ashworth Scale ที่กล้ามเนื้อ hip extensor (r = 0.709) กล้ามเนื้อ knee flexor (r = 0.406) และกล้ามเนื้อ plantar flexor (r = 0.754) ขณะที่คะแนน SCATS flexor spasm มีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับ MAS ที่กล้ามเนื้อ ankle plantar flexor (r = 0.393)

ความไวต่อการเปลี่ยนแปลงและ Floor/Ceiling Effect

ปัจจุบันยังไม่มีรายงานข้อมูลด้านความไวต่อการเปลี่ยนแปลง (responsiveness) หรือ floor/ceiling effect ของ SCATS ในประชากรผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง รวมถึงยังไม่มีการกำหนดค่า MCID, SEM หรือ MDC และยังไม่มีข้อมูลเชิงบรรทัดฐาน (normative data) สำหรับกลุ่มประชากรนี้

บทสรุป

Spinal Cord Assessment Tool for Spastic Reflexes เป็นเครื่องมือเชิงสรีรวิทยาที่ออกแบบมาเพื่อแยกแยะรีเฟล็กซ์เกร็งกระตุกสามประเภทอย่างเป็นระบบ ได้แก่ clonus, flexor spasm และ extensor spasm ด้วยความน่าเชื่อถือและความตรงในระดับสูงเมื่อเทียบกับเครื่องมือมาตรฐานอื่น เช่น Ashworth Scale อย่างไรก็ตาม SCATS จำเป็นต้องอาศัยการฝึกอบรมผู้ตรวจ และไม่ครอบคลุมมุมมองของผู้ป่วยต่ออาการเกร็งกระตุก จึงควรใช้ร่วมกับแบบประเมิน self-report เช่น Penn Spasm Frequency Scale เพื่อให้ได้ภาพรวมของภาวะเกร็งกระตุกที่ครบถ้วนทั้งในมิติเชิงสรีรวิทยาและมิติของประสบการณ์ผู้ป่วย

เอกสารอ้างอิง

Benz, E.N., Hornby, T.G., Bode, R.K., Scheidt, R.A., & Schmit, B.D. (2005). A physiologically based clinical measure for spastic reflexes in spinal cord injury. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 86(1), 52–59.

Akpinar, P., Atici, A., Ozkan, F.U., Aktas, I., Kulcu, D.G., & Kurt, K.N. (2017). Reliability of the Spinal Cord Assessment Tool for Spastic Reflexes. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 98(6), 1113–1118.

Adams, M., Martin Ginis, K., & Hicks, A. (2007). The Spinal Cord Injury Spasticity Evaluation Tool: Development and Evaluation. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 88(9), 1185–1192.

Little, J.W., Micklesen, P., Umlauf, R., & Britell, C. (1989). Lower extremity manifestations of spasticity in chronic spinal cord injury. American Journal of Physical Medicine & Rehabilitation, 68(1), 32–36.

 

Related Posts

เรื่องราวการแปลและตรวจสอบความตรงของแบบประเมินการนอนหลับในเด็ก (SDSC)

สิงหาคม 3, 2026
บทความนี้แปลและเรียบเรียงจากงานวิจัยของ Ferreira และคณะ (2009) จากมหาวิทยาลัย Federal University of Sao Paulo ประเทศบราซิล ซึ่งดำเนินการแปล ปรับใช้เชิงวัฒนธรรม และตรวจสอบความตรงของแบบประเมิน Sleep Disturbance Scale for Children (SDSC) ซึ่งเป็นแบบประเมินการนอนหลับในเด็กที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก

กระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็ก คืนการนอนหลับให้เด็กออทิสติก: บทเรียนจากงานวิจัย TMS และโครงสร้างการนอน

สิงหาคม 3, 2026
บทความนี้แปลและเรียบเรียงจากงานวิจัยทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม (randomized sham-controlled trial) ในวารสาร Frontiers in Psychiatry (2024) ซึ่งศึกษาผลของการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะ (TMS) ความถี่ต่ำ 0.5 Hz ที่ตำแหน่งเปลือกสมองส่วนหน้าด้านข้างทั้งสองข้าง (bilateral dorsolateral prefrontal cortex) ต่อโครงสร้างและคุณภาพการนอนหลับในเด็กออทิสติกอายุ 8-15 ปี จำนวน 60 คน

องค์ประกอบร่างกาย (Body Composition) คืออะไร? เจาะลึก ALMI ไขมันในช่องท้อง และ BIA Phase Angle ที่ตาชั่งไม่เคยบอกคุณ

กรกฎาคม 25, 2026
เครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย (Body Composition Analyzer) ด้วยเทคโนโลยี Bioelectrical Impedance Analysis (BIA) ช่วยประเมินสุขภาพได้อย่างละเอียดมากกว่าการวัดน้ำหนักหรือ BMI โดยสามารถวิเคราะห์ มวลกล้ามเนื้อ (ALMI), ไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) และ Phase Angle ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของเซลล์และภาวะโภชนาการ