Spinal Traction: หลักการ กลไก และการประยุกต์ใช้ทางคลินิก

June 24, 2026

ทำความเข้าใจผลทาง Biomechanical และสรีรวิทยาของการดึงถ่วงกระดูกสันหลัง พร้อมแนวทางการใช้ Cervical และ Lumbar

จำหน่าย traction Prapatsorn Medical เครื่องมือกายภาพบำบัด และตรวจปอด

Spinal Traction หรือการดึงถ่วงกระดูกสันหลัง เป็น mechanical modality ที่อาศัยแรงดึง (tensile force) เพื่อก่อให้เกิดการแยกตัวของกระดูกสันหลัง (vertebral distraction) ลดแรงกดในโครงสร้างต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกสันหลัง ช่องทางออกของเส้นประสาท (intervertebral foramen) และข้อต่อ facet joint การรักษาด้วย traction มีการใช้มาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ แต่เพิ่งได้รับการพัฒนาเป็นระบบทางคลินิกที่ใช้เครื่องกลในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยอาศัยทั้งการดึงแบบต่อเนื่อง (sustained/static traction) และแบบสลับ (intermittent traction)

บทความนี้ครอบคลุมหลักการทาง biomechanics ของ spinal traction ผลทางสรีรวิทยาต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ (cervical spine) และส่วนเอว (lumbar spine) ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ในทางคลินิก การกำหนดขนาดแรงดึง ข้อบ่งชี้ ข้อห้ามใช้ และหลักฐานทางคลินิก โดยไม่รวมส่วน home traction

รากฐานของ Spinal Traction

หลักการพื้นฐานของ spinal traction คือการใช้แรงดึงในแนวยาวของกระดูกสันหลังเพื่อเอาชนะแรงต้านจากกล้ามเนื้อ แรงโน้มถ่วง และโครงสร้างเนื้อเยื่ออ่อน เพื่อสร้าง distraction force ที่ข้อต่อกระดูกสันหลัง แรงดึงที่ต้องการขึ้นอยู่กับ น้ำหนักตัวของผู้ป่วย ความตึงตัวของเนื้อเยื่อ ท่าของผู้ป่วย และส่วนของกระดูกสันหลังที่รักษา สำหรับ lumbar traction ต้องใช้แรงมากกว่า cervical traction อย่างมีนัยสำคัญเพราะต้องเอาชนะน้ำหนักของลำตัวและแรงกล้ามเนื้อที่ขนาดใหญ่กว่า

Traction แบ่งตามโหมดได้เป็น Static (Sustained) Traction ซึ่งรักษาแรงดึงคงที่ตลอดการรักษา เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการการผ่อนคลายและลดการกระตุ้น และ Intermittent Traction ซึ่งสลับระหว่างช่วง hold และ relax ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของ interstitial fluid ผ่าน pumping effect ลดบวมในเนื้อเยื่อประสาท และลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบายจากการถูกดึงต่อเนื่อง

Static vs Intermittent Traction: เลือกอย่างไร

•     Static traction: เหมาะกับระยะเฉียบพลัน อาการปวดรุนแรง หรือผู้ป่วยที่ไม่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงแรงกระชาก ให้แรงคงที่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีกว่า

•     Intermittent traction: เหมาะกับระยะกึ่งเฉียบพลันถึงเรื้อรัง ต้องการ pumping effect เพื่อลดบวมและกระตุ้นการไหลเวียน ผู้ป่วยมักทนได้ดีกว่าในระยะยาว

•     อัตราส่วน hold:relax ที่นิยมสำหรับ intermittent: 30-60 วินาที hold / 10-20 วินาที relax ในระยะแรก ปรับตามการตอบสนองของผู้ป่วย

 

ผลทาง Biomechanical และสรีรวิทยา: Cervical Spine

กระดูกสันหลังส่วนคอมีโครงสร้างและชีวกลศาสตร์ที่แตกต่างจากส่วนเอวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ขนาดของโครงสร้าง ทิศทางของ facet joint และรูปแบบการเคลื่อนไหว การวางท่าและมุมการดึงจึงมีผลสำคัญต่อว่า traction จะส่งผลต่อระดับของกระดูกสันหลังชั้นใดมากที่สุด

ผลทาง Biomechanical

รายละเอียดและนัยทางคลินิก

การดึงถ่างกระดูกสันหลัง (Vertebral Distraction)

เพิ่มความสูงของ intervertebral foramen (IVF) ลดการบีบอัดของ nerve root ที่ออกจากช่องนั้น ผลนี้ชัดเจนที่สุดในระยะหักมุม 20-30°

ลดแรงกดบน Intervertebral Disc

Negative intradiscal pressure ที่เกิดขึ้นชั่วคราวอาจดูด nucleus pulposus กลับเข้าสู่ตำแหน่งและลด herniation ในกรณี disc protrusion

ผลต่อ Facet Joint

ลดแรงกดทับ facet joint ผ่อนคลายแคปซูล อาจลดการอักเสบที่ facet joint และลด periarticular adhesion

ผลต่อ Soft Tissue

ยืดกล้ามเนื้อ paraspinal, เอ็น และพังผืด ลดความตึงตัว ลด muscle guarding และ pain-spasm cycle

ผลต่อระบบประสาท

ลดการกดทับ nerve root ลดการอักเสบรอบ dural sleeve อาจลด radicular symptoms อย่างรวดเร็ว

 

ผลทาง Biomechanical และสรีรวิทยา: Lumbar Spine

Lumbar traction ต้องการแรงดึงที่สูงกว่า cervical traction มากเนื่องจากต้องเอาชนะน้ำหนักของลำตัวและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ paraspinal ขนาดใหญ่ งานวิจัยแสดงว่าต้องใช้แรงดึงอย่างน้อย 25-50% ของน้ำหนักตัว (10-15 กิโลกรัม สำหรับผู้ป่วยน้ำหนัก 60 กก.) จึงจะสร้าง measurable distraction ที่ L4-L5 ได้

ผลทาง Biomechanical

รายละเอียดและนัยทางคลินิก

Vertebral Distraction

เพิ่มความสูงของ disc space และ IVF บริเวณ L3-S1 โดยเฉพาะ ต้องใช้แรงดึงสูงกว่า cervical เนื่องจากมวลร่างกายและแรงกล้ามเนื้อที่ต้องเอาชนะมากกว่า

Reduced Intradiscal Pressure

การศึกษาด้วย MRI แสดงว่า lumbar traction ลด disc height ที่บีบอัดได้ชั่วคราว และอาจส่งผลต่อการเคลื่อนของ disc material

ผลต่อ Facet Joint

ลดแรงกดและเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหว เป็นประโยชน์ในผู้ป่วย lumbar facet syndrome ที่มีความตึงตัวของแคปซูล

ผลต่อกล้ามเนื้อและพังผืด

ยืด paraspinal muscle, thoracolumbar fascia ลด protective muscle spasm ที่เป็น secondary response ต่อความเจ็บปวด

Neurophysiological Effects

ลดการกดทับ cauda equina ในกรณี central stenosis ชั่วคราว และลด inflammation-mediated pain ผ่านการเพิ่ม interstitial fluid circulation

 

อุปกรณ์และโต๊ะ Traction

โต๊ะ traction สมัยใหม่ที่ใช้ในทางคลินิกมีองค์ประกอบสำคัญหลายส่วนที่ต้องเข้าใจก่อนการใช้งาน โต๊ะแบบ split table สำหรับ lumbar traction ออกแบบให้ส่วนล่างของโต๊ะสามารถเลื่อนได้อิสระ ลดแรงเสียดทาน (friction) ระหว่างโต๊ะกับร่างกายผู้ป่วย ทำให้แรงดึงทั้งหมดถูกส่งไปยังกระดูกสันหลังมากกว่าถูกดูดซับโดยความเสียดทาน สำหรับ cervical traction ใช้ harness หรือ halter ที่ครอบบริเวณท้ายทอยและคาง โดยส่วนใหญ่ถ่ายแรงผ่านท้ายทอย (occiput) เป็นหลัก

องค์ประกอบหลักของโต๊ะ Traction

Split table: โต๊ะที่แบ่งครึ่งเพื่อให้ส่วนล่างเลื่อนได้อิสระ ลดแรงเสียดทานในการดึง lumbar

Pelvic harness: สายรัดเอวสำหรับผูกกับระบบดึง lumbar ต้องรัดให้กระชับและสบายโดยไม่กดทับกระดูกสะโพกหรือเส้นประสาท

Thoracic harness: สายรัดส่วนอก ใช้ตรึงส่วนบนของลำตัวขณะดึง lumbar เพื่อให้แรงดึงเกิดที่กระดูกสันหลังส่วนเอวจริง

Cervical halter: อุปกรณ์ครอบท้ายทอยและคาง น้ำหนักส่วนใหญ่ถ่ายผ่าน occiput ไม่ใช่ mandible

เครื่องควบคุมแรงดึง (traction unit): ระบุแรงดึงเป็น กิโลกรัม (kg) หรือ ปอนด์ (lbs) ตั้ง mode (static/intermittent) ระยะเวลา hold/relax และ ramp time

Cervical Spine Traction: ขั้นตอนและการปฏิบัติ

องค์ประกอบสำคัญ (Essential Elements)

ก่อนเริ่ม cervical traction ผู้บำบัดต้องตรวจสอบและกำหนดองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ท่าของผู้ป่วย (position) มุมการดึง (angle of pull) และชนิดของ harness ท่าที่ใช้บ่อยที่สุดคือนอนหงาย (supine) เพราะผ่อนคลายกล้ามเนื้อ paraspinal ได้ดีกว่านั่ง ลดอาการกระตุ้นจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และผู้ป่วยทนการรักษาได้ดีกว่า ส่วนท่านั่ง (sitting traction) ยังมีใช้ในบางคลินิกและสะดวกกว่าสำหรับการใช้ที่คลินิกขนาดเล็ก

มุมการดึงและระดับกระดูกสันหลังที่ได้รับผล

มุมการงอคอ (cervical flexion angle) เป็นตัวกำหนดว่าแรงดึงจะส่งผลมากที่สุดที่ระดับใด การงอคอมากขึ้นทำให้ facet joint เปิดออกและแรงส่งไปยัง lower cervical มากขึ้น ตารางด้านล่างสรุปความสัมพันธ์ระหว่างมุมและระดับที่ได้รับผล

มุมการงอคอ

ระดับที่ได้รับผลมากสุด

ข้อบ่งชี้

0° (Neutral)

C1-C2 และ upper cervical

ผู้ป่วยที่รับไม่ได้กับการงอคอ หรือมีปัญหา upper cervical

15-20°

C4-C5

Upper-mid cervical ที่พบบ่อย เหมาะกับ nerve root compression C5

20-30° (มาตรฐาน)

C5-C6

ตำแหน่งที่นิยมที่สุด เพิ่ม IVF ได้สูงสุด เหมาะกับ C6 radiculopathy

30-35°

C6-C7

Lower cervical, C7 radiculopathy

 

การเตรียมเครื่องกลและการตรวจสอบ (Mechanical Preparation)

ก่อนเริ่มรักษาทุกครั้ง ผู้บำบัดต้องตรวจสอบสภาพของ harness ว่าไม่มีรอยชำรุด สายรัดไม่ขาดหรือหลุด ตรวจสอบการทำงานของเครื่องโดยทดสอบ mode และแรงดึงก่อนสวมใส่ให้ผู้ป่วย จัดวาง harness ให้ถูกต้อง: สำหรับ cervical halter ควรให้น้ำหนักส่วนใหญ่อยู่ที่ occiput ไม่ใช่ mandible เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดที่ temporomandibular joint (TMJ) จากนั้นตรวจสอบ alignment ของทิศทางแรงดึงให้ตรงกับมุมที่กำหนดไว้

การกำหนดขนาดแรงดึงและการตัดสินใจทางคลินิก (Dosage and Decision-Making)

การกำหนดขนาดแรงดึงที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญของ cervical traction ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ หลักการคือเริ่มจากแรงต่ำก่อนเสมอในครั้งแรก และค่อยๆ เพิ่มตามการตอบสนองของผู้ป่วย ตารางด้านล่างสรุปแนวทางการกำหนดขนาดแรงดึง

พารามิเตอร์

ค่าที่แนะนำ

หมายเหตุ

แรงดึงเริ่มต้น

3-5 กก. (6-10 ปอนด์)

ใช้สำหรับ session แรกเพื่อประเมินการตอบสนอง

แรงดึงที่ได้ผลทาง biomechanical

8-14 กก. (17-30 ปอนด์)

ช่วงที่เกิด measurable distraction ของ IVF

แรงดึงสำหรับ disc herniation

10-15 กก. (22-33 ปอนด์)

ต้องการแรงมากพอสร้าง negative intradiscal pressure

แรงดึงสูงสุดที่แนะนำ

15-20 กก. (33-44 ปอนด์)

ไม่ควรเกินนี้ในกรณีทั่วไป

ระยะเวลา

15-25 นาที

Static: 20-25 นาที; Intermittent: 15-20 นาที

ความถี่

3-5 ครั้ง/สัปดาห์

โดยทั่วไป 4-6 สัปดาห์ประเมินผลอีกครั้ง

 

สัญญาณที่ต้องหยุด Cervical Traction ทันที

•     อาการชาหรือปวดร้าวในแขนเพิ่มขึ้น — อาจบ่งชี้การกดทับ nerve root เพิ่มขึ้น

•     วิงเวียน คลื่นไส้ หรือมองเห็นภาพซ้อน — อาจเกิดจากการกดทับ vertebral artery

•     ความเจ็บปวดบริเวณคอเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

•     อาการสั่นหรืออ่อนแรงของแขนขาใหม่ — อาจบ่งชี้ผลต่อ spinal cord

•     ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายหรือวิตกกังวลมาก — หยุดรักษาและประเมินใหม่

 

Lumbar Spine Traction: ขั้นตอนและการปฏิบัติ

การจัดท่าผู้ป่วย (Patient Positioning)

ท่าของผู้ป่วยขณะรับ lumbar traction มีผลต่อทั้งประสิทธิภาพและความสบายของการรักษา การลด lumbar lordosis (ผ่านการงอสะโพก) ช่วยเปิด posterior intervertebral foramen และลดแรงกดบนส่วน posterior ของ disc ทำให้เหมาะกับผู้ป่วย disc herniation ที่มีอาการทางด้านหลัง ในขณะที่บางกรณีอาจต้องการ neutral หรือ extension position

ท่า

มุม Hip Flexion

ข้อบ่งชี้และหมายเหตุ

Prone (นอนคว่ำ)

45° hip flexion (ใช้ม้วนใต้ท้อง)

ลด lumbar lordosis ปานกลาง เปิด IVF ได้ปานกลาง เหมาะกับ facet syndrome

Supine — neutral

0° (นอนหงายราบ)

ผ่อนคลายสูงสุด เหมาะกับผู้ป่วยเฉียบพลัน แต่ลด lordosis น้อย

Supine — 90-90 position

90° hip + 90° knee flexion (วางน่องบน support)

ลด lumbar lordosis สูงสุด เปิด posterior IVF ได้ดีที่สุด เหมาะกับ disc herniation posterior

Supine — partial flexion

30-45° hip flexion

สมดุลระหว่างความสบายและผลทาง biomechanical เหมาะกับกรณีทั่วไป

 

การเตรียมเครื่องกลสำหรับ Lumbar Traction

การจัดวาง harness สำหรับ lumbar traction มีความสำคัญมากต่อประสิทธิภาพของการรักษา pelvic harness ต้องรัดบริเวณ iliac crest อย่างพอดี ไม่หลุด ไม่กดทับกระดูกสะโพกหรือ greater trochanter ส่วน thoracic harness รัดบริเวณ lower ribcage เพื่อตรึงส่วนบนขณะดึง ความสำคัญของ split table คือการลดแรงเสียดทานจาก 50% ของน้ำหนักตัวที่อยู่ใต้ umbilicus ซึ่งหากไม่ใช้ split table แรงที่ตั้งไว้ส่วนใหญ่จะถูกดูดซับโดยแรงเสียดทานระหว่างลำตัวกับโต๊ะ ทำให้แรงที่ถึงกระดูกสันหลังน้อยกว่าที่คาดไว้มาก

การกำหนดขนาดแรงดึงและการตัดสินใจ

Lumbar traction ต้องการแรงสูงกว่า cervical อย่างมีนัยสำคัญ โดยทั่วไปต้องใช้แรงอย่างน้อย 25-50% ของน้ำหนักตัวจึงจะสร้าง measurable distraction ในกระดูกสันหลังส่วนเอว

พารามิเตอร์

ค่าที่แนะนำ

หมายเหตุ

แรงดึงขั้นต่ำที่มีผล

25% ของน้ำหนักตัว

ต่ำกว่านี้ไม่สร้าง measurable distraction

แรงดึงทั่วไป

30-50% ของน้ำหนักตัว

ช่วงที่มีผลทางคลินิกและปลอดภัย

แรงดึง disc herniation

40-60% ของน้ำหนักตัว

ต้องการแรงสูงกว่าเพื่อสร้าง negative intradiscal pressure

แรงดึงสูงสุด

50-60% ของน้ำหนักตัว

ไม่ควรเกินนี้ในกรณีทั่วไปเพื่อความปลอดภัย

ระยะเวลา Static

20-30 นาที

ผู้ป่วยเฉียบพลัน 15-20 นาที, เรื้อรัง 25-30 นาที

ระยะเวลา Intermittent

15-20 นาที

Hold 30-60 วินาที / Relax 10-20 วินาที

 

ความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety)

ความปลอดภัยของผู้ป่วยขณะรับ spinal traction ต้องอาศัยทั้งการเตรียมก่อนรักษา การติดตามระหว่างรักษา และการประเมินหลังรักษา ผู้บำบัดต้องอยู่ในระยะที่สังเกตผู้ป่วยได้ตลอดการรักษา หรือให้ผู้ป่วยมีระบบเรียกฉุกเฉิน (emergency call) ที่สามารถหยุดเครื่องได้ทันที

ขั้นตอนความปลอดภัยมาตรฐานก่อนและระหว่าง Traction

•     ตรวจสอบ neurological signs ก่อนรักษาทุกครั้ง: motor strength, sensation, reflex ที่แขนขา

•     ทดสอบ Vertebral Artery Test ก่อน cervical traction ทุกรายที่มี risk factors

•     ให้ผู้ป่วย grip call button ที่สามารถหยุดเครื่องได้ทันทีหากรู้สึกผิดปกติ

•     ตรวจสอบสีผิวและอาการของผู้ป่วยทุก 5 นาที ในระหว่างการรักษาครั้งแรก

•     หลังรักษา: ให้ผู้ป่วยลุกขึ้นช้าๆ ไม่รีบ ประเมิน neurovascular status ซ้ำ

 

ข้อบ่งชี้ของ Spinal Traction

ข้อบ่งชี้

ระดับกระดูกสันหลัง

เหตุผลและกลไก

Disc herniation / Disc protrusion

Cervical และ Lumbar

สร้าง negative intradiscal pressure อาจช่วย retract disc material และลด nerve root compression

Nerve root compression / Radiculopathy

Cervical และ Lumbar

เพิ่ม IVF diameter ลดการกดทับ nerve root โดยตรง เป็นข้อบ่งชี้ที่มีหลักฐานดีที่สุด

Degenerative disc disease (DDD)

Cervical และ Lumbar

ลดแรงกดบน disc ที่เสื่อม ลดปวดชั่วคราว ไม่สามารถย้อนกระบวนการเสื่อมได้

Facet joint syndrome

Cervical และ Lumbar

ลดแรงกดและยืดแคปซูล facet joint ลดปวดจากกลไก facet

Muscle spasm และ Muscle guarding

Cervical และ Lumbar

ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ paraspinal ผ่าน stretch reflex และ inhibitory interneuron

Spondylosis / Foraminal stenosis

Cervical และ Lumbar

เพิ่ม IVF ชั่วคราวใน stenosis ที่ไม่รุนแรง ระวังใน severe stenosis

 

ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง

ข้อห้ามใช้ (Contraindications)

เหตุผล

ภาวะกระดูกสันหลังไม่มีเสถียรภาพ (Instability)

กระดูกหัก, spondylolisthesis รุนแรง, ligamentous laxity ที่ยังไม่ได้รับการรักษา — แรงดึงอาจทำให้เลื่อนมากขึ้น

มะเร็งที่กระดูกสันหลัง (Spinal Malignancy)

อาจทำให้กระดูกหักหรือเนื้องอกแตก

การติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง (Spinal Infection/Osteomyelitis)

แรงดึงอาจแพร่กระจายการติดเชื้อ

Rheumatoid Arthritis ที่ C1-C2 (Atlanto-axial instability)

ข้อต่อ C1-C2 อาจไม่เสถียร cervical traction อาจทำให้ spinal cord ถูกกดทับ

Cauda Equina Syndrome

ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน traction ไม่ใช่การรักษา

Severe Osteoporosis

กระดูกเปราะอาจแตกหักจากแรงดึง

การตั้งครรภ์ (บริเวณ lumbar)

แรงดึงที่ท้องน้อยและอุ้งเชิงกรานไม่ปลอดภัยสำหรับทารก

ทันทีหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง

เนื้อเยื่อยังไม่แข็งแรงพอ ต้องรอจนได้รับอนุมัติจากศัลยแพทย์

 

ข้อควรระวัง (Precautions)

แนวทางจัดการ

Severe disc herniation หรือ herniation ขนาดใหญ่

เริ่มด้วยแรงต่ำมากและประเมินอาการอย่างใกล้ชิด

ผู้ป่วยที่มี claustrophobia หรือ anxiety สูง

การถูกรัดและดึงอาจกระตุ้นความวิตกกังวล

TMJ dysfunction (สำหรับ cervical traction)

Halter ที่กดบน mandible อาจกระตุ้น TMJ ใช้ occipital-weight halter แทน

Cardiovascular disease ที่ไม่คงที่

ท่านอนและการดึงอาจมีผลต่อ hemodynamics

Vertebral artery insufficiency

Cervical traction อาจกดทับ VA เพิ่มขึ้น ต้องทดสอบก่อนด้วย Wallenberg test

 

หลักฐานทางคลินิก (Patient Outcome Evidence)

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับ spinal traction มีความซับซ้อนและมักขัดแย้งกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความหลากหลายของพารามิเตอร์ที่ใช้ในงานวิจัยต่างๆ และ heterogeneity ของกลุ่มผู้ป่วย ตารางด้านล่างสรุประดับหลักฐานในแต่ละข้อบ่งชี้

ข้อบ่งชี้

ระดับหลักฐาน

สรุปหลักฐาน

Cervical Radiculopathy

ปานกลาง (B)

Systematic review หลายชิ้นแสดงว่า cervical traction ร่วมกับ manual therapy และ exercise มีผลลดปวดและปรับปรุง function ดีกว่ากลุ่มควบคุม โดยเฉพาะใน subgroup ที่มี positive distraction test

Lumbar Disc Herniation / Radiculopathy

ปานกลาง (B)

หลักฐานมีความแปรปรวนสูง cochrane review ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง traction และ sham treatment ในกลุ่มรวม แต่ subgroup analysis แสดงผลดีกว่าใน centralization phenomenon positive cases

Non-specific Neck Pain

เบื้องต้น (C)

ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ไม่ชัดเจนในระยะยาว ผลดีกว่าเมื่อใช้ร่วมกับ exercise

Non-specific Low Back Pain

จำกัด (C)

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า traction ได้ผลดีกว่า sham ใน non-specific LBP ที่ไม่มีอาการทางประสาท

Lumbar Spinal Stenosis

เบื้องต้น (C)

บางการศึกษาแสดงผลบรรเทาอาการใน neurogenic claudication ชั่วคราว แต่ยังขาด RCT ขนาดใหญ่

 

Clinical Prediction Rule สำหรับ Cervical Traction

•     Raney et al. (2009) พัฒนา Clinical Prediction Rule ที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยกลุ่มใดจะตอบสนองดีต่อ cervical traction:

•     1) Positive distraction test (อาการลดเมื่อดึงศีรษะขึ้น)

•     2) Positive shoulder abduction test (อาการลดเมื่อยกแขนวางบนศีรษะ)

•     3) อายุ > 55 ปี

•     4) Positive upper limb tension test A

•     5) อาการปวดลดลงเมื่องอคอ

•     หากมี 4 ใน 5 ข้อ ความน่าจะเป็นที่จะตอบสนองดีต่อ traction สูงมาก (+LR = 23.1)

 

Spinal Decompression และ Inversion Therapy

นอกจาก conventional mechanical traction ยังมีรูปแบบการรักษาที่อาศัยหลักการคล้ายกันแต่ใช้เทคโนโลยีหรือแนวทางที่แตกต่างออกไป ได้แก่ Spinal Decompression Therapy และ Inversion Therapy ซึ่งทั้งสองมีข้อดีและข้อจำกัดที่ควรทำความเข้าใจ

รูปแบบ

หลักการ

ข้อบ่งชี้

ข้อจำกัด/ระวัง

Spinal Decompression

เครื่องสร้าง negative intradiscal pressure โดย computer-controlled traction ที่ 25-30% ของน้ำหนักตัวแบบ intermittent พร้อม real-time feedback

Disc herniation, DDD, Foraminal stenosis

มักอ้างผลดีกว่า conventional traction แต่หลักฐานเปรียบเทียบโดยตรงยังจำกัด

Inversion Therapy

การห้อยหัวลง (inversion) หรือเอียงตัวไปด้านหลัง ใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงดึง

Lumbar pain, ลด muscle tension

ความดันโลหิตและแรงดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ข้อห้ามชัดเจนในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และ glaucoma

 

Spinal Decompression: ความแตกต่างจาก Conventional Traction

Spinal Decompression Therapy (เช่น DRX9000, VAX-D) ใช้ computer-controlled traction ที่มีระบบ feedback เพื่อรักษาระดับ negative intradiscal pressure ให้คงที่ตลอดการรักษา โดยผู้ผลิตอ้างว่าเมื่อ intradiscal pressure ติดลบ จะสร้างแรงดูด (suction force) ที่ช่วยดึง herniated disc กลับเข้าสู่ตำแหน่ง และกระตุ้นการไหลเวียนของ nutrient เข้าสู่ disc เครื่องเหล่านี้มักมีราคาสูงมากและการตลาดมักอ้างสรรพคุณสูงกว่าหลักฐานที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่เปรียบเทียบโดยตรงระหว่าง decompression therapy และ conventional traction ยังมีจำกัดและไม่สรุปผลได้ชัดเจน

Inversion Therapy

Inversion therapy อาศัยแรงโน้มถ่วงโดยให้ผู้ป่วยเอียงตัวไปด้านหลัง (partial inversion) หรือห้อยหัวลงสมบูรณ์ (full inversion) เพื่อให้น้ำหนักของลำตัวสร้างแรงดึงกระดูกสันหลัง มีการศึกษาเบื้องต้นที่แสดงว่า inversion ลดความสูงของ lumbar disc ที่หดตัวชั่วคราว ข้อจำกัดสำคัญคือ ความดันโลหิตและ intraocular pressure เพิ่มขึ้นอย่างมากระหว่าง full inversion ทำให้เป็นข้อห้ามในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ glaucoma และ GERD

บทสรุป

Spinal traction เป็น modality ที่มีพื้นฐาน biomechanical ชัดเจนในการเพิ่ม intervertebral space ลดแรงกดบน nerve root และ disc ตลอดจนผ่อนคลายเนื้อเยื่ออ่อนรอบกระดูกสันหลัง หลักฐานทางคลินิกมีความแตกต่างกันระหว่างข้อบ่งชี้ โดยให้ผลดีที่สุดในผู้ป่วย cervical radiculopathy ที่มี clinical prediction rule ตรงกัน ส่วนใน lumbar disc herniation ผลดีกว่าในกลุ่มที่มี centralization phenomenon

การใช้ spinal traction อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม การกำหนดพารามิเตอร์ที่ถูกต้อง (ท่า มุม แรง เวลา mode) การติดตามอาการระหว่างรักษา และการบูรณาการเข้ากับการออกกำลังกายเชิงรักษาและการรักษาด้วยมือซึ่งมักให้ผลดีกว่าการใช้ traction เพียงอย่างเดียว ที่สำคัญที่สุดคือการตรวจสอบข้อห้ามใช้อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาวะที่เกี่ยวข้องกับความไม่เสถียรของกระดูกสันหลังและ rheumatoid arthritis ที่ C1-C2

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Michlovitz, S. L. (2011). Modalities for Therapeutic Intervention (5th ed.). F.A. Davis Company.
  2. Cameron, M. H. (2018). Physical Agents in Rehabilitation: From Research to Practice (5th ed.). Elsevier.
  3. Bélanger, A. Y. (2015). Therapeutic Electrophysical Agents: Evidence Behind Practice (3rd ed.). Wolters Kluwer.
  4. Raney, N. H., Petersen, E. J., Smith, T. A., et al. (2009). Development of a clinical prediction rule to identify patients with neck pain likely to benefit from cervical traction and exercise. European Spine Journal, 18(3), 382–391.
  5. Macario, A., & Richmond, C. (2007). Treatment of 94 outpatients with chronic discogenic low back pain with the DRX9000. Pain Practice, 7(4), 349–357.
  6. Swezey, R. L., Swezey, A. M., & Warner, K. (1999). Efficacy of home cervical traction therapy. The American Journal of Physical Medicine & Rehabilitation, 78(1), 30–32.
Related Posts

Spinal Traction: หลักการ กลไก และการประยุกต์ใช้ทางคลินิก

June 24, 2026
ต้องใช้แรงดึงเท่าไรจึงจะเกิด intervertebral distraction จริง? มุมการดึงคอกระทบต่อระดับกระดูกสันหลังอย่างไร? บทความนี้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ Spinal Traction พร้อม Clinical Prediction Rule ที่ช่วยเลือกผู้ป่วยที่จะได้ประโยชน์จริง

กระแสไฟฟ้าบำบัด: Russian, HVPC, IFC, Microcurrent และ Biphasic

June 24, 2026
Russian Current ทำงานอย่างไร IFC ต่างจาก TENS อย่างไร และ Microcurrent ไม่ใช่ placebo เพราะอะไร บทความตอนที่ 3 ของชุด Electrotherapy นี้ตอบทุกคำถาม พร้อมตารางเปรียบเทียบและแนวทางการเลือกกระแสที่เหมาะสม

ทำความเข้าใจ DC, AC, Pulsed Current พารามิเตอร์ Waveform ผลทาง Electrochemical, Electrothermal, Electrophysical และการตอบสนองของเนื้อเยื่อที่ตื่นตัวได้

June 23, 2026
TENS ความถี่สูงลดปวดผ่าน Gate Control ส่วน TENS ความถี่ต่ำกระตุ้น endorphin — บทความนี้อธิบายทุก parameter ของ waveform และเชื่อมโยงกลไกทางสรีรวิทยาสู่การเลือก mode การรักษา