Penn Spasm Frequency Scale

มิถุนายน 19, 2026

แบบประเมินภาวะเกร็งกล้ามเนื้อด้วยรายงานตนเองของผู้ป่วย

ในขณะที่เครื่องมือประเมินภาวะเกร็งกล้ามเนื้อ (Spasticity) ส่วนใหญ่ เช่น Modified Ashworth Scale และ Tardieu Scale อาศัยการตรวจร่างกายโดยผู้ประเมิน แต่ในความเป็นจริงแล้วประสบการณ์ของภาวะเกร็งที่ผู้ป่วยรับรู้ในชีวิตประจำวันอาจไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ตรวจพบทางคลินิกเสมอไป Penn Spasm Frequency Scale (PSFS) จึงถูกพัฒนาขึ้นเป็นแบบประเมินชนิด self-report เพื่อวัดความถี่และความรุนแรงของอาการเกร็งกระตุก (spasm) ที่ผู้ป่วยรายงานด้วยตนเอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสริมการประเมินภาวะเกร็งทางคลินิกให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

เครื่องมือนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง (Spinal Cord Injury หรือ SCI) และเป็นหนึ่งในแบบประเมินที่แนะนำโดย SCIRE Project (Spinal Cord Injury Research Evidence)

โครงสร้างของแบบประเมิน

PSFS ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก เป็นแบบประเมินที่ผู้ป่วยตอบด้วยตนเอง (self-report) ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ และไม่จำเป็นต้องมีการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการในการให้คะแนน แม้ว่าความรู้พื้นฐานเรื่องภาวะเกร็งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประเมิน

องค์ประกอบที่ 1: ความถี่ของอาการเกร็งกระตุก (Spasm Frequency)

เป็นมาตรวัด 5 ระดับ ตั้งแต่

คะแนน ลักษณะ
0 ไม่มีอาการเกร็งกระตุกเลย
1-3 มีอาการเกร็งกระตุกในระดับความถี่ที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ
4 เกิดอาการเกร็งกระตุกขึ้นเองมากกว่า 10 ครั้งต่อชั่วโมง

องค์ประกอบที่ 2: ความรุนแรงของอาการเกร็งกระตุก (Spasm Severity)

เป็นมาตรวัด 3 ระดับ ตั้งแต่ “1 = เล็กน้อย (Mild)” ถึง “3 = รุนแรง (Severe)” โดยองค์ประกอบนี้จะไม่ถูกถามหากผู้ป่วยรายงานว่าไม่มีอาการเกร็งกระตุกเลยในองค์ประกอบแรก

ข้อพิจารณาทางคลินิก

PSFS มีข้อดีตรงที่เข้าใจง่ายและสร้างภาระต่อผู้ป่วยน้อยมาก สามารถใช้ในการตรวจตามนัดทั่วไปได้สะดวก อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้งานควรตระหนัก

ผลการประเมินอาจได้รับผลกระทบจากภาวะร่วมที่ไม่ชัดเจนทางคลินิก เช่น ความเต็มของกระเพาะปัสสาวะ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่มีอาการ ระดับความวิตกกังวล อุณหภูมิห้อง และความสบายตัวของผู้ป่วยขณะนั้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนอาจส่งผลต่อคำตอบที่ผู้ป่วยรายงาน

นอกจากนี้ งานวิจัยพบว่าโดยทั่วไปแล้ว แบบประเมินภาวะเกร็งชนิด self-report มีความสัมพันธ์ในระดับปานกลางเท่านั้นกับผลการตรวจร่างกายทางคลินิก ซึ่งบ่งชี้ว่าองค์ประกอบของภาวะเกร็งที่ถูกประเมินในการตรวจร่างกายอาจไม่ได้สะท้อนสิ่งที่มีความสำคัญต่อผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ แบบประเมิน self-report อย่าง PSFS จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือเสริม เพื่อให้เข้าใจประสบการณ์ภาวะเกร็งของผู้ป่วยอย่างครบถ้วนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการตรวจทางคลินิกรูปแบบอื่น

หลักฐานเชิงประจักษ์

ความน่าเชื่อถือ (Reliability) — ระดับปานกลางถึงสูง

จากการศึกษาในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังเรื้อรัง พบว่า PSFS มีความน่าเชื่อถือภายในผู้ประเมินคนเดียว (intra-rater reliability) ในระดับปานกลางถึงสูงทั้งในส่วนความถี่ของอาการเกร็งกระตุก (alpha = 0.883–0.935) และในส่วนผสมระหว่างความถี่กับความรุนแรง (alpha = 0.729–0.812) ส่วนความน่าเชื่อถือระหว่างผู้ประเมิน (inter-rater reliability) ภายในช่วงเวลา 3 วันอยู่ในระดับสูง (alpha = 0.857–0.862)

ความตรง (Validity) — ระดับต่ำถึงสูง

ความสัมพันธ์ของ PSFS กับเครื่องมือประเมินภาวะเกร็งอื่นๆ มีความหลากหลายตามชนิดของเครื่องมือที่นำมาเปรียบเทียบ

  • มีความสัมพันธ์ระดับสูงกับ SCI Spasticity Evaluation Tool (SCI-SET) (r = -0.66)
  • มีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับ Quality of Life Index (QLI) ในด้านสุขภาพและการทำหน้าที่ (r = -0.46)
  • มีความสัมพันธ์ระดับต่ำกับ Functional Independence Measure (FIM) ในส่วนการเคลื่อนไหว (r = -0.05)
  • มีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับ Ashworth Scale เมื่อทดสอบที่สะโพก (r = 0.43) เข่า (r = 0.43) และข้อเท้า (r = 0.51) รวมถึงกับ SCATS ในส่วน clonus (r = 0.59), flexor (r = 0.41) และ extensor (r = 0.40)

ความไวต่อการเปลี่ยนแปลง (Responsiveness)

PSFS แสดงความสามารถในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของภาวะเกร็งได้ดีหลังการรักษา ตัวอย่างเช่น หลังการให้ Intrathecal Baclofen คะแนน Ashworth ลดลงจาก 4±1 เหลือ 1.2±0.4 พร้อมกับความถี่ของอาการเกร็งกระตุกที่ลดลงจาก 3.3±1.2 เหลือ 0.4±0.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อติดตามผลเฉลี่ย 19.2 เดือน คะแนน Ashworth อยู่ที่ 1.0±0.1 และ PSFS อยู่ที่ 0.3±0.6

ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดค่า Minimal Clinically Important Difference (MCID), Standard Error of Measurement (SEM) หรือ Minimal Detectable Change (MDC) สำหรับประชากรผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังโดยเฉพาะ และยังไม่มีรายงานข้อมูลเชิงบรรทัดฐาน (normative data) สำหรับกลุ่มประชากรนี้เช่นกัน

บทสรุป

Penn Spasm Frequency Scale เป็นแบบประเมินภาวะเกร็งกล้ามเนื้อชนิด self-report ที่เรียบง่าย ใช้เวลาน้อย และไม่สร้างภาระแก่ผู้ป่วย เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือเสริมควบคู่กับการตรวจร่างกายทางคลินิก เนื่องจากสามารถสะท้อนประสบการณ์ของภาวะเกร็งกระตุกตามการรับรู้ของผู้ป่วยเอง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ตรวจพบจากการตรวจร่างกายเสมอไป แม้จะมีหลักฐานสนับสนุนความน่าเชื่อถือในระดับปานกลางถึงสูง แต่ความตรงเมื่อเทียบกับเครื่องมืออื่นยังมีความหลากหลาย และยังขาดข้อมูลเชิงบรรทัดฐานในประชากรผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง ผู้ใช้งานทางคลินิกจึงควรพิจารณาผลของ PSFS ร่วมกับการตรวจร่างกายและบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย มากกว่าใช้เป็นเครื่องมือเดี่ยวในการตัดสินใจทางคลินิก

เอกสารอ้างอิง

Mills, P.B., Vakil, A.P., Phillips, C., Kei, L., & Kwon, B.K. (2018). Intra-rater and inter-rater reliability of the Penn Spasm Frequency Scale in people with chronic traumatic spinal cord injury. Spinal Cord, 56(6), 569–574. https://doi.org/10.1038/s41393-018-0063-5

Penn, R.D., Savoy, S.M., Corcos, D., Latash, M., Gottlieb, G., Parke, B., & Kroin, J.S. (1989). Intrathecal baclofen for severe spinal spasticity. New England Journal of Medicine, 320(23), 1517–1521.

Adams, M.M., Ginis, K.A., & Hicks, A.L. (2007). The spinal cord injury spasticity evaluation tool: development and evaluation. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 88(9), 1185–1192.

Priebe, M.M., Sherwood, A.M., Thornby, J.I., Kharas, N.F., & Markowski, J. (1996). Clinical assessment of spasticity in spinal cord injury: a multidimensional problem. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 77(7), 713–716.

Benz, E.N., Hornby, T.G., Bode, R.K., Scheidt, R.A., & Schmit, B.D. (2005). A physiologically based clinical measure for spastic reflexes in spinal cord injury. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 86(1), 52–59.

Aydin, G., Tomruk, S., Keles, I., Demir, S.O., & Orkun, S. (2005). Transcutaneous electrical nerve stimulation versus baclofen in spasticity: clinical and electrophysiologic comparison. American Journal of Physical Medicine & Rehabilitation, 84(8), 584–592.

Boviatsis, E.J., Kouyialis, A.T., Korfias, S., & Sakas, D.E. (2005). Functional outcome of intrathecal baclofen administration for severe spasticity. Clinical Neurology and Neurosurgery, 107(4), 289–295.

Related Posts

องค์ประกอบร่างกาย (Body Composition) คืออะไร? เจาะลึก ALMI ไขมันในช่องท้อง และ BIA Phase Angle ที่ตาชั่งไม่เคยบอกคุณ

กรกฎาคม 25, 2026

งานประชุมวิชาการ NMES สมาคมกระตุ้นการกลืนแห่งประเทศไทย

กรกฎาคม 20, 2026
ร่วมฟังบรรยายพิเศษเรื่องสรีรวิทยาประสาทของภาวะกลืนลำบาก และบทบาทของ NMES ในการรักษา โดย พญ.ชมพูนุท พงษ์อรรคเสรี หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Dysphagia Management จากสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ พบกันวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 11:30-12:00 น. ณ Grand Ballroom 2 โรงแรมเรมแบรนดท์ กรุงเทพฯ (สุขุมวิท)

Inducible Nitric Oxide Synthase (iNOS)

กรกฎาคม 15, 2026
เอนไซม์ Inducible Nitric Oxide Synthase (iNOS) ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในกระบวนการอักเสบและภูมิคุ้มกัน บทความอธิบายโครงสร้างและกลไกการทำงานของเอนไซม์ การควบคุมการแสดงออกและกิจกรรม บทบาทของ iNOS ในโรคต่างๆ ทั้งภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด มะเร็ง เบาหวาน โรคทางระบบประสาท และความเจ็บปวด ตลอดจนความก้าวหน้าและความท้าทายในการพัฒนายาต้าน iNOS ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหมาะสำหรับการเรียนการสอนวิชาเภสัชวิทยา ชีวเคมี และพยาธิสรีรวิทยาในหลักสูตรแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ